วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วัดไหล่หิน
หากใครไปเที่ยวภาคเหนือ และมีโอกาสพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ ป่ออุ้ย แม่อุ้ย หรือมีโอกาสได้สนทนากับพระตามวัด ที่มีปูชนียสถานอันเก่าแก่ ก็อาจได้ยินการพูดถึงพระเจ้าเม็งราย พญาเม็งราย หรือ พระเจ้ามังรายพระองค์ต่างๆ ที่เป็นผู้สร้างวัดนั้นๆหรือสถานที่นั่นๆอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแท้จริงแล้ว ราชวงศ์เม็งรายถือเป็นปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาที่มีกษัตริย์ปกครองมาถึง 17 พระองค์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา
ราชวงศ์มังราย ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของอาณาจักรล้านนา มีพระเจ้ามังรายพระองค์ต่างๆปกครองมานานถึงร้อย
กว่าปี (พ.ศ. 1938 – พ.ศ. 2101) และในราชวงศ์นี้ก็ได้ก่อให้เกิดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมายหลายอย่างที่
ปรากฏบันทึกทางประวัติศาสตร์ของวัดสำคัญต่างๆหลายแห่งทางภาคเหนือ
สิ้น สุดของราชวงศ์เม็งรายก็ตอนที่ดินแดนล้านนา ซึ่งประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่ เช่นเขลางนคร(ลำปาง) หริภูญไชย(ลำพูน) และเมืองอื่นๆ ได้ตกเป็นเมืองขึ้นในสมัยของพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์ของพม่า มานานถึง 200 ปี และได้รับการกอบกู้ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชและสมัยของพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกมหาราช โดยมีพระยากาวีละและพระยาจ่าบ้าน จากเมือง เชียงใหม่ช่วยกันขับไล่พม่าจนสำเร็จ และก็น่าเสียดายที่เรื่องราวเหล่านี้เด็กๆนักเรียนทางภาคเหนือไม่มีโอกาสรับ รู้เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดของบรรพบุรุษของตนเอง เพราะไม่ได้บรรจุไว้ในหลักสูตร เหมือนกับว่าเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จัก ปู่ย่า ตาทวด ของตนเอง ขาดการเชื่อมโยง ทำให้สังคมเราสนใจแต่ปัจจุบันกับอนาคต และหันหลังให้กับอดีตจนน่าเป็นห่วง ทั้งที่ประวัติศาสตร์นั้นจะช่วยให้เราก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและมีสติ ที่ผ่านมาเราจึงลืมกำพืด ลืมรากเหง้าดั่งเดิมที่ควรซึมซับและถ่ายทอดสู่รุ่นต่อๆมา จึงไม่แปลกใจอะไรที่ปูชนียสถานหลายแห่งถูกลบหลู่ และถูกทำลายไปไม่น้อย
ประวัติ ศาสตร์ล้านนาได้เขียนไว้หลายหน้า แต่ย่อสรุปมาให้เหลือไม่กี่บรรทัด เพื่อให้เห็นว่าในยุคที่ล้านนาอยู่ภายใต้การ ปกครองของพม่ามานานถึง 200 ปีนั้น น่าจะพูดได้ว่า นานจนคนสองทั้งประเทศนี้เกือบจะลืมความแตกต่างในความเป็น ประเทศซึ่งกันและกัน เหมือนกับว่าเมืองล้านนากับพม่านั้นเป็นประเทศเดียวกันด้วยซ้ำไป
ล้าน นาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่ามานานถึง 200 ปี คิดไปก็เหมือนกับว่านานทีเดียว แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วพม่าจะควบคุมเฉพาะเมืองหลวงหรือนครพิงค์เท่านั้น ส่วนเมืองที่เป็นฐานะเมืองบริวารของเชียงใหม่ ก็ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติแทบไม่มีผลกระทบอะไรกับการปกครองของพม่า
สาย สัมพันธ์ของพม่ากับชาวล้านนา ดูเหมือนจะเป็นลักษณะประเทศเพื่อนบ้านที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีการไปมาหาสู่กัน ไม่มีคำว่าใครเป็นเมืองขึ้นของใคร ซึ่งดูเป็นเรื่องน่าแปลก
หรือ ว่าระยะเวลาถึง 200 ปีนั้น มันเนิ่นนานจนลืมความแตกต่างในเรื่องคำว่าประเทศ หรือว่าสมัยนั้นเมื่อใครตกเป็นเมืองขึ้นกับใครแล้วมันไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ถึงขั้นอาฆาต เป็นศัตรูกันเหมือนอย่างที่คนยุคนี้เข้าใจกัน หรืออาจเป็นเพราะประเทศทั้งสองนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน
จะ อะไรก็แล้วแต่ก็เป็นข้อสังเกตุที่ยังหาคำตอบให้กับตนเองไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกันนั้นสามารถมองผ่านจาก งานด้านศิลปวัตถุ หรือศิลปกรรมที่ปรากฏตามวัดสำคัญๆของภาคเหนือ ซึ่งเป็นศิลปะแบบผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนาและศิลปะแบบพม่า บางวัดในอดีตมีการนำช่างฝีมือจากพม่ามาร่วมสร้าง บางวัดก็ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากราชวงค์พม่า ซึ่งหากจะพูดว่าศิลปะล้านนานั้นได้รับอิทธิพลมาจากพม่าก็คงจะไม่ผิดนัก
เขียน มาถึงตรงนี้ก็อดที่จะนึกถึงน้ำพริกอ่องและขนมจีนน้ำเงี้ยวไม่ได้ว่า มีถิ่นกำเนิดมาจากพม่า ซึ่งปัจจุบันชาวพม่าจะปรุงอาหารด้วยมะเขือส้ม(มะเขือเทศลูกเล็ก)เป็นอาหาร หลัก นี่เป็นตัวอย่างที่มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมระหว่างกัน
วัด ทางภาคเหนือที่มีเจดีย์ทรงพม่าอยู่หลายวัด ที่ลำปางมีบางวัดสร้างโบสถ์วิหารเป็นแบบพม่า มีพระพม่าเป็นเจ้าอาวาสซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาจากประเทศพม่าโดยตรง สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
พระ ทางภาคเหนือหลายวัด กับพระพม่าจากเมืองเชียงตุง ปัจจุบันยังมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และหากจะย้อน ประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าดินแดนล้านนาในอดีตนั้นประกอบด้วยดินแดนของ 3 ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ดินแดนทางภาคเหนือของไทย เมืองเชียงตุงของประเทศพม่า และดินแดนสิบสองปันนา (ประเทศจีนตอนล่าง) ซึ่งปัจจุบันอยู่คนละประเทศแต่ในยุคอดีตนั้นถือเป็นประเทศเดียวกัน มีประเพณีและวัฒนธรรมที่ดูคล้ายกันและมีความสัมพันธ์ต่อกันมาช้านาน
รูปทรงคล้ายพระพม่า
ลวดลายแบบจีน
วัดเก่าแก่ของภาคเหนือถ้าสังเกตุให้ดีก็จะเห็นงานศิลปกรรม ของชาติต่างๆแฝงอยู่ เช่นลวดลายศิลปะแบบพม่า ภาพเขียนแบบจีน สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความสัมพันธ์ของคนในยุคนั้นๆ และยิ่งมีโอกาสไปวัดที่มีตำนานทางประวัติศาสตร์มายาวนานก็จะพบเห็นอยู่มาก มาย แม้วัดที่สร้างใหม่ในปัจจุบันก็ยังมีการนำช่างฝีมือจากประเทศเหล่านี้มาสรร สร้างงานศิลปะชั้นยอดให้ปรากฏตามวัดใหม่ๆอยู่หลายแห่ง (จะมีภาพมาให้ดูในโอกาสต่อไป)
นัก ท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่ไปเที่ยวตามวัดทางภาคเหนือ ส่วนมากที่ไปเที่ยวก็ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อวัดหรือสถานที่นั้นๆแต่ไม่มี โอกาสรับรู้สิ่งที่เป็นอดีตที่น่าสนใจ ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีใครมาอธิบายให้ฟัง และหนังสือประวัติของวัดก็น้อยคนนักที่จะ หาซื้อมาอ่าน รับรู้กันแต่เพียงว่าเป็นวัดที่มีอายุมานานหลายร้อยปี และหลายชั่วอายุคน ผิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักมีคู่มือท่องเที่ยวและข้อมูลรายละเอียด ของสถานที่นั้นอย่างพร้อมมูล คือได้ท่องเที่ยวและได้ศึกษาหาความรู้ไปในตัว
การท่องเที่ยวให้เกิด ประโยชน์อย่างสมบูรณ์ก็ควรจะรู้เรื่องราว ที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆบ้าง เป็นความรู้ และเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรักความหวงแหน คงไม่ต้องถึงขนาดไปศึกษากันมากมายลึกซึ้งอะไรมากมายนัก ขอแต่เพียงรู้ เข้าใจสาระสำคัญในบางเรื่องของสถานที่นั้นๆก็น่าจะพอเพียงในฐานะนักท่อง เที่ยวคนหนึ่ง
สถานที่ท่อง เที่ยวตามวัดต่างๆทางภาคเหนือมีหลายแห่งที่น่าสนใจ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มานานหลายร้อยปี และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวภาคเหนือเมื่อเดือน สิงหาคม 2547 จึงอยากจะหาวัดเก่าๆสักแห่ง เก็บสาระเรื่องราวที่น่าสนใจและเก็บภาพบรรยากาศของวัด มาถ่ายทอดผ่านทางเวปไซต์ และด้วยความรู้สึกอยากจะนำสิ่งดีๆที่ซ่อนแฝงอยู่ในหลืบในมุม ออกมาให้หลายๆคนได้รู้ได้เห็น ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบว่าจะหาสถานที่ต้องการนี้ได้ที่ไหน เพราะวัดเก่าๆแก่ทางภาคเหนือก็มีมากมายหลายวัด
มี ญาติผมคนหนึ่งแนะนำว่า ที่อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง มีวัดๆหนึ่งเก่าแก่มาก ดูแล้วก็น่าจะตรงกับสิ่งที่ผมต้องการและยังได้บอกว่า ลำปางมีอยู่ 3 วัดที่น่าสนใจ ได้แก่วัดปงยางคกอยู่ที่อำเภอห้างฉัตร อีก 2 วัด อยู่ที่อำเภอเกาะคา ได้แก่วัดจอมปิงและวัดไหล่หิน
ผม เลือกมาถ่ายภาพที่วัดไหล่หินก็เพราะเห็นว่าน่าจะมีความหมายทางด้านประวัติ ศาสตร์ ที่สมเด็จพระพี่นางฯเคยเสด็จมาเยือนพร้อมกับนายก ชวน หลีกภัย (สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี) ซึ่งก็พึ่งผ่านมาไม่กี่ปีมานี้เอง
” วัดไหล่หิน ” เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันในปัจจุบัน ซึ่งมีชื่อที่เป็นทางการว่า “ วัดเสลารัตนปัพพะตาราม ” หรือวัดไหล่หิน หลวงแก้วช้างยืน บางครั้งชาวบ้านรุ่นก่อนๆก็จะเรียกว่า วัดป่าหิน หรือวัดม่อนหินแก้ว
วัดไหล่หินสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 218
หากจะนับอายุประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็น่าจะถือว่าเกิดก่อนประเทศไทย และหากจะเปรียบเทียบยุคกรุงศรีอยุธยาที่ไทยเสียกรุงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2112 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคนั้นมานานทีเดียว หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับอาณาจักรล้านนา ในสมัยของพญามังรายที่ปกครองล้านนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1802 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคล้านนานับเป็นพันๆปี
เย็น วันที่ 14 สิงหาคม 2547 เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสมาเยือนวัดนี้เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ลานวัด ก็เป็นเป้าสายตาของพระรูปหนึ่งที่นั่งอยู่บนศาลาหน้าวัดตรงบริเวณตู้รับ บริจาค และคงคิดว่ามาติดต่อกิจธุระกับทางวัดมากกว่าจะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยว เพราะใกล้ค่ำแล้ว
หลวงพ่อ ที่ผมพบในวันนี้ก็คือ พระชัยพร อัตสาโร มีฐานะเป็นรองเจ้าอาวาสวัดไหล่หิน ทุกวันบริเวณศาลานี้ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของวัดและพระภายในวัดผลัดเปลี่ยนกันมา ต้อนรับนักท่องเที่ยวและรับบริจาค
สภาพ วัดโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างเงียบ อาจเป็นเพราะเป็นวัดเล็กๆประจำตำบลบ้านไหล่หิน รอบๆหมู่บ้านก็ยังมีสภาพเป็นนาข้าวที่พึ่งจะผ่านการปักดำไปไม่นาน บางแปลงก็ยังเห็นข้าวกล้ากำลังงอกงามเขียวขจี
ผม ยกมือไหว้นมัสการหลวงพ่อ พร้อมกับเหลือบมองไปยังวัดเก่าแก่ที่อยู่ข้างหน้า มันเป็นอะไรที่ผมคาดไม่ถึงจริงๆว่าจะมีวัดเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ในตำบลเล็กๆที่ ผมพึงขับรถผ่านมาเมื่อตะกี้นี้เอง
” หลวงพ่อครับ วัดนี้เก่ามากเลยนะครับ แต่สภาพยังดีอยู่เลย ”
” วัดนี้มีอายุหลายร้อยปีแล้วละโยม และวัดนี้ก็เป็นวัดต้นแบบของวัดลำปางหลวงที่อยู่ใกล้ๆนี้เอง ”
” ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลย และคิดว่าหลายคนก็คงไม่ทราบเช่นกัน ว่าวัดลำปางหลวงจำลองมาจากวัดนี้ ”
ผมรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่หลวงพ่อพูดถึงเพราะทราบมาว่า วัดลำปางหลวงก็เป็นวัดสำคัญของภาคเหนือ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง และโดยส่วนตัวก็คิดว่าเป็นวัดที่มีอายุนานที่สุดของจังหวัดลำปาง และยิ่งทราบว่าเป็นวัดผู้พี่ของวัดลำปางหลวงที่ถูกนำไปสร้างเป็นต้นแบบก็ ยิ่งอดทึ่งไม่ได้
ผมสอบถาม เรื่องจำนวนพระที่จำพรรษาในวัดนี้ ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าวัดนี้มีพระเพียง 3 รูปเท่านั้นเอง และพรรษาที่ผ่านมาหลวงพ่อก็บอกว่าไม่มีพระบวชใหม่เลย
หลวง พ่อพาผมเดินเข้าไปชมภายในวัด หลังจากทราบวัตถุประสงค์ว่าจะนำภาพของวัดไหล่หินไปเผยแพร่ทางเวปไซต์ เพื่อให้ บุคคลทั่วไปได้รู้จัก ซึ่งอาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้หลายคนได้มาเยี่ยมเยือนกันมากขึ้น
หลวง พ่อชี้ให้ผมดูกระดานที่ติดโชว์ภาพถ่ายเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องสุ ริโยทัยที่ได้เลือกบริเวณหน้าซุ้มประตูโขง ของวัดไหล่หินเป็นฉากบางตอนของภาพยนต์
” วัดนี้มีคัมภีร์โบราณที่เก่าแก่ และมีมากที่สุดของภาคเหนือ ”
หลวง พ่อได้ชี้มือให้ผมดูศาลาไม้ชั้นเดียวหลังเก่าหลังหนึ่งที่อยู่ทางปีกซ้ายของ วัด บอกว่าภายในจะมีตู้คัมภีร์ไว้เก็บรักษาใบลาน ที่เป็นคำสอนของภาษาพื้นเมืองเหนือ ปัจจุบันนี้ทางกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้หมดแล้ว
เมื่อ ผมเดินผ่านซุ้มประตูวัด ซึ่งเป็นประตูเล็กๆ หลวงพ่อได้บอกว่า ” ซุ้มประตูนี้ก็เป็นต้นแบบของวัดลำปางหลวง แต่สร้างใหญ่กว่า และสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่เห็นภายในวัดนี้ก็เป็นต้นแบบของวัดลำปางหลวงทั้ง นั้น เช่นวิหารไม้ที่เห็นนี้ และระเบียงรอบวิหารนี้ ที่วัดลำปางหลวงก็มีแบบนี้เหมือนกัน ”
” แต่ก่อนนี้ เมื่อจะผ่านซุ้มประตูนี้จะมีบันใดอยู่ 3 -4 ขั้น เพื่อเดินเข้าประตูในวิหารแต่เมื่อมีการถมดินด้านนอกจึงสร้างทางลาดปูนตรง
จากหน้าวัดมาถึงตรงนี้ทำให้มองไม่เห็นบันใดที่คนสมัยก่อนเคยใช้กัน ”
หลวงพ่อเล่าให้ฟังในทำนองที่เสียดายความเป็นของเก่าดั่งเดิม ที่พื้นที่ของวัดในส่วนนี้เคยอยู่สูงกว่าด้านนอกกำแพง
ภาย ในวัดมีระเบียงคดอยู่โดยรอบเช่นเดียวกับวัดทั่วไปที่เห็นพระพุทธรูปรายล้อม ทั้ง สี่ทิศ เป็นเหมือนกำแพงล้อมรอบวิหาร ต่ที่วัดนี้ไม่มีพระพุทธรูปรายล้อมริมระเบียง เหมือนเช่นวัดอื่น มีเพียงพื้นซีเมนต์โล่งๆ เช่นเดียวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง
วัด นี้ถึงแม้จะผ่านอดีตมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ก็น่าแปลกใจที่สภาพทั่วไปยังคงไว้ในสภาพดี เห็นริ้วเห็นเนื้อแท้ของ ความเก่าแก่ ที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งให้ผิดแผกไปจากอดีต
” ที่วัดนี้จะซ่อมอะไร จะทำอะไรก็ต้องปรึกษากับทางกรมศิลป์ เพราะได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว หลายอย่างที่ เมื่อก่อนทางวัดได้ทำไปโดยไม่ได้ปรึกษากับกรมศิลป์ เค้าก็แนะนำให้เอาออก บอกว่าควรรักษาสภาพเดิมไว้ ”
หลวงพ่อกล่าวถึงกรมศิลป์ที่ให้ความสำคัญกับวัดไหล่หินและบอกว่า ไม่กี่วันมานี้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลป์ก็มากันหลายคน
ผมเดินสนทนากับหลวงพ่อได้ไม่นาน ท่านก็ขอตัวไปทำวัตรเย็นภายในวิหาร
เที่ยวเมืองน่าน
“ ผมไม่เคยไปเมืองน่าน ”
ไม่ เคยไปจริงๆครับ ขับรถเฉียดไปเฉียดมาอยู่ 2-3 ครั้งแต่ก็ไม่เคยแวะเข้าเขตเมืองน่านกันสักที หลายครั้งที่อยากไปเห็นหน้าตาเมืองน่าน หรือเพียงแค่ขับผ่านตัวจังหวัดก็ยังดี แต่ก็อีกนั่นแหละมันหาเหตุเข้าเมืองน่านไม่ได้สักที เหมือนกับว่าดวงไม่ค่อยสมพงษ์กัน ครั้งล่าสุดที่ผมเดินทางไปภาคเหนือโดยรถส่วนตัวในเทศกาลสงกรานต์เมื่อเดือน เมษายน 2548 ที่ผ่านมา จึงตั้งใจว่าตอนขากลับจะมานอนที่น่านสักคืนก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพ
มา เที่ยวเมืองน่านคราวนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจไปเที่ยวที่ไหน เพราะมีเวลาน้อย อยากมาชิมลางมากกว่า หลังจากสอบถามคร่าวๆจากญาติที่เคยมาเที่ยว ถึงเส้นทาง ที่พัก และสถานท่องเที่ยวในตัวเมือง จากนั้นก็ออกเดินทาง
เริ่ม ต้นที่ลำปาง(แวะถ่ายภาพสถานีรถไฟก่อน) จากนั้นเข้าเมืองแพร่ โดยแวะนมัสการวัดพระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นวัดคู่เมืองแพร่ออกจากวัดก็เดินทางต่อมายัง จ.น่าน ตามทางหลวงหมายเลข 101 (วัดพระธาตุช่อแฮจะมีภาพสวยๆมาให้ชมในโอกาสต่อไป)
เรื่องราวส่วนใหญ่ที่รู้ๆมาก็เป็นเรื่องที่จดจำมาแต่อดีต อาจนานมาแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำ เช่น น่าน เป็นจังหวัดเล็กๆ เป็นเมืองไม้สัก การเดินทางต้องข้ามเขาที่มีป่าไม้หนาแน่นตลอดสองข้างทาง มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศลาว ตามแนวชายแดนก็ประกอบไปด้วยชาวเขาหลายเผ่า ซึ่งอดีตก็เคยเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาล ที่ถูกชักนำให้หันมาฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ชายแดนน่านรวมทั้งพื้นที่บนเขา จึงกลายเป็นแดนก่อการร้าย มีการสู้รบรุนแรง และถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีแดง
น่าน หากนับถอยหลังไปในช่วงระหว่างปี 2510 – 2524 จะมีแต่ข่าวการสู้รบกันเป็นประจำ จนดูเหมือนจะกลบภาพลักษณ์ที่ดีๆของเมืองน่านไปจนหมดสิ้น บางจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงเมืองน่านเช่นจังหวัดแพร่ ลำปาง เชียงราย ก็หวั่นวิตกว่าหากทหารปราบไม่อยู่ แน่นอนว่าเมืองแพร่และจังหวัดอื่นๆที่อยู่ถัดๆมาคงต้องรับศึกหนัก น่านจึงเหมือน เป็นเมืองหน้าด่าน ทำหน้าที่เป็นกำแพงไม่ให้ฝ่ายผู้ก่อการร้ายล่วงล้ำอธิปไตย ซึ่งขณะนั้นประเทศต่างที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่น เวียดนาม พม่า ลาวกัมพูชา ก็กลายเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว
ใน ช่วงเวลาที่เนินนานถึง 14 ปี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมือนเมืองน่านต้องถูกปิดประตูเมืองชั่วคราว ถนนหลายสายระหว่างอำเภอต่างๆในจังหวัดน่านไม่ค่อยปลอดภัยนัก หากไม่จำเป็นก็จะไม่มีใครกล้าผ่าน ไม่ต่างกับเส้นทางระหว่าง พิษณุโลก – เพชรบูรณ์หรือในพื้นที่ในเขต อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ที่บริเวณนั้นถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง มีการปะทะกันไม่เว้นแต่ละวัน ผู้สัญจรผ่านเส้นทางนั้นอาจโดนลูกหลงจากการต่อสู้ ในยามค่ำคืนแล้วก็จะกลายเป็นถนนร้างที่ไร้ยวดยาน
” ยุทธการทุ่งช้าง ”
เทือกเขาตามแนวชายแดนน่าน เป็นยุทธภูมิที่เหมาะสำหรับเป็นฐานตั้งมั่นด้านการรบ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามพยายามยึดชัยภูมิสำคัญให้ได้ มีการปะทะและนองเลือดกันทั้งสองฝ่าย จนมาถึงแผนการรบที่มีชื่อว่า “ ยุทธการทุ่งช้าง “ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นแผนการรบขั้นเด็ดขาด มีสมรภูมิรบอยู่ในพื้นที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน และน่าจะเป็นการรบที่เอาชนะผู้ก่อการร้ายได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ในยุคที่มีพลเอกเปรม ติณสุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ 66/23 ที่มีการนำแผนนี้ไปใช้ในทุกพื้นที่ของประเทศรวมทั้งที่สมรภูมิเขาค้อด้วย
ร้อย กว่านายที่ทหารไทยและพลเรือนได้เสียชีวิตในยุทธการทุ่งช้าง และจากเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2510 จนเสร็จสิ้นสงครามการสู้รบในปี 2524 ฝ่ายรัฐบาลโดยทหาร ตำรวจ และพลเรือน เสียชีวิตไปทั้งสิ้นถึง 628 นาย
อนุสรณ์ สถานของบรรดาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ อยู่ที่ อ.ทุ่งช้าง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน มีชื่อว่า "อนุสรณ์วีรกรรม" สร้างไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้ทราบความเป็นไปในช่วงเวลานั้น ที่ไทยต้องต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจากภายนอก และผู้ก่อการร้ายคนไทยที่ถูกชักจุงให้หลงผิด
ใน ที่สุดการแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ประสบความล้มเหลว และปราชัยไปในที่สุด เป็นการสิ้นสุดของสงครามเย็น ที่มีผู้คนล้มตายไปหลายสิบล้านคน เฉพาะที่ประเทศจีน กล่าวกันกว่าสูงถึง 40 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะความอดหยาก
จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นระบอบสังคมนิยม โดยมีนายพลเหม๋าเจ่อตุงเป็นผู้นำประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของประเทศที่ปกครองในระบอบทุนนิยม
ทั้งหมด ที่เขียนเล่ามานี้ก็เพื่อให้หลายๆคนได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิด ขึ้นในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมืองน่านไม่เติบโตเท่าที่ควรเหมือนเช่น จังหวัดอื่นๆทางภาคเหนือ เพราะสิบกว่าปีที่น่านต้องตกอยู่ในภาวะสงครามสู้รบไม่มีใครอยากเข้าไปใน พื้นที่เสี่ยงอันตราย แม้ผู้คนเมืองน่านอาจเห็นว่าไม่มีอะไรรุนแรง แต่ข่าวการสู้รบที่มีอย่างต่อเนื่องจึงไม่อาจปฏิเสธได้ เช่นเดียวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ในปัจจุบัน ที่คนท้องถิ่นเองบอกว่ามันรุนแรงเป็นบางจุด แต่เหตุการณ์ที่เป็นข่าวทำให้เข้าใจว่ามันกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ เหตุการณ์ภาคใต้ขณะนี้ น่าจะบอกได้ค่อนข้างแน่นอนว่า ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสกำลังจะกลายเป็นจังหวัดที่เติบโตช้ากว่าจังหวัดอื่นๆในภาคใต้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครกล้าไปลงทุนทำธุรกิจ ไม่มีใครกล้าไปเที่ยว และที่สำคัญกว่านั้นคนในพื้นที่เองต่างก็หาทางอพยพออกจากพื้นที่เพราะเกรง ว่าไม่ปลอดภัย
เมษายน 2548 ผมตั้งใจจะไปเที่ยวเมืองน่าน เพียง อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง แม้จะได้ยินมาว่าไม่ต่างกับจังหวัดแพร่ที่มีเขตติดต่อกันเท่าใดนัก
เส้น ทางจากแพร่สู่น่าน เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านป่าเขา โดยเฉพาะป่าสักนั้นมีพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และพื้นที่ส่วนหนึ่งนั้นอาจต้องสูญไป อันเนื่องจากโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่เราเคยได้ยินคุ้นหูกันมาเป็นเวลานาน โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ ปี 2514 ยุคถนอมประภาส จนถึงวันนี้ ฝ่ายจะสร้างกับฝ่ายต่อต้านยังทะเลาะกันไม่จบ และยังสรุปไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร หากมีการสร้างกันจริงก็ต้องถือว่าเป็นโปรเจค 7 ชั่วโคตร ที่เมืองไทยต้องจากจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ต่อจากการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบินหนองงูเห่าเดิม
ผมขับรถถึงเมือง น่านราว 4 โมงเย็นของวันที่ 18 เมษายน 2548 หลังจากที่ผ่านป่าเขามาไกลพอสมควร เห็นป่าสักเต็มตาสองข้างทาง และเป็นเส้นทางที่สวยงามเส้นทางหนึ่งของภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 101 ราบเรียบไม่มีร่องรอยปะผุให้น่ารำคาญทำให้การขับรถบนถนนสายนี้ค่อนข้าง ปลอดภัย ตลอดระยะทางมีรถใหม่ป้ายแดงวิ่งฉวัดเฉวียนไปบนเขาอย่างน่าเป็นห่วงว่าจะพลิก ตีลังกาลงข้างทาง โดยเฉพาะเก๋ง TOYOTA VIOS ต้องบอกว่าเป็นรถใหม่ยอดนิยมที่พบเห็นมากที่สุดบนถนนสายนี้