วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ถอดรหัส12นักษัตร' โดยซินแสโจ้ วันที่ 07 มิ.ย.-14 มิ.ย. 2553

Pic_87779

ดวงชะตาราศีประจำสัปดาห์นี้ของท่านจะเป็นอย่างไร มาดูคำทำนายทั้ง 12 ราศี กันดีกว่าครับ...


อยู่ในรอบเดือนที่ไม่ดี หรือในตามหลักโหราศาสตร์จีนเรียกว่า เดือนชง (ศัตรู, ปฏิปักษ์) อะไร ๆ ก็ต้องทำใจ เอาเถอะครับ อยู่ที่ตนเอง เกิดอะไรขึ้น ถ้าควบคุมตนเอง และสติให้อยู่ ก็จะเห็นปัญหา แต่ถ้าใช้อารมณ์ก็จะถูกบังตา ให้ใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ อย่าใช้อารมณ์ในการคิด และในวันที่ไม่ดี 10, 13 มิ.ย. 53 อย่าหาเรื่องใส่ตนเองโดยการ ตอบโต้กลับคนที่ว่าร้ายเรา เดือดเนื้อร้อนใจกับคนที่ปฏิบัติตนต่อเรา และใช้วันดีวันที่ 7, 8, 11 มิ.ย. 53 ในการตั้งใจเรื่องงาน ถึงดวงตกแค่ไหน ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจก็ทำให้เจ้านายไม่เพ่งเล็งแล้วครับ และที่สำคัญ หมั่นทำบุญ ทำทาน สะเดาะเคราะห์บ่อย ๆ จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา และช่วงนี้พื้นฐานดวงมีแนวโน้มในเรื่องการเจ็บเนื้อเจ็บตัว ก็อยากให้ไปบริจาคเลือดเป็นการแก้เคล็ด เหมือนได้เสียเลือดเสียเนื้อ ก็ทำให้แคล้วคลาดในระดับหนึ่งครับ


สัปดาห์ นี้ทำใจให้มากหน่อย เนื่องจากในตามหลักโหราศาสตร์จีนอยู่ในเดือนที่ไม่เกื้อหนุน อีกทั้งพื้นฐานรอบเดือนเข้าเคราะห์กับสาว ๆ ปีฉลู ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับวันที่ฟ้าร้องพายุกำลังจะมา ถ้าออกไปโดยไม่เตรียมตัวก็คงจะเปียกปอน แถมยังเป็นหวัดได้อีก ก็จะเริ่มมีการส่อแววในความเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องจะเข้ามาทำให้เราว้า วุ่นใจ ฝึกสมาธิให้มั่นคงในตอนนี้เพราะข้างหน้านี้จะเจอศึกหนักกว่านี้ ไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่ต้องการให้ฝึกจิตสงบใจ และใช้วันที่ดีในการทำธุรกรรมทางการงาน การเงินคือวันที่ 7, 8, 12 มิ.ย. 53 ส่วนวันที่ 9, 11, 13มิ.ย. 53 วันเหล่านี้ถ้าฝึกควบคุมตนเองได้ดี ก็จะทำให้สิ่งที่ไม่ดีไม่สะทกสะท้านครับ อีกทั้งจังหวะดวงชะตาได้บอกเรื่องสุขภาพ กับความรัก ส่อแววที่จะมีปัญหาได้ง่าย ๆ ก็ขอให้ระมัดระวังให้ดี ดูแลตัวเอง พักผ่อนให้มาก ๆ อย่าไปตึง ๆ ส่งผลให้อารมณ์ทำให้เราต้องหงุดหงิด


ใน ตามหลักโหราศาสตร์จีน เดือนนี้ถือเป็นเดือนที่สมพงษ์กับชาวปีขาลทุกท่าน ดังนั้นในเดือนนี้อะไร ๆ ก็จะราบรื่นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน ความรัก และสุขภาพ ใครจะเล่นหุ้น เจรจาต่อรองทางธุรกิจ การติดต่อประสานงาน การลงทุนต่าง ๆ อีกทั้งการได้สิ่งของใหม่ ๆ ที่ต้องการ รวมไปถึงการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าลืมนะครับว่าในเดือนดีก็ยังมีวันไม่ดีคุมอยู่เป็นบาง วัน ไม่ใช่ว่าเดือนดีแล้วดีทุกวันนะครับ เรื่องสำคัญ ๆ หรือไปซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ ถ้าไปทำ หรือซื้อในวันไม่ดีผลอาจจะออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือได้ของไม่ค่อยดีด้วย ตรงกับวันที่ 8, 10, 12 มิ.ย. 53 ถ้ารู้จักใช้วันดีในการทำงาน ก็จะได้ผลตอบรับกลับมาดี คือวันที่ 9, 13 มิ.ย. 53 เป็นวันที่ควรไปสมัครงาน จะมีโอกาสถูกเรียกตัวสูง หรือไปง้อคนรักก็จะกลับมาหวานแหว๋วได้อีกครั้ง


ใน ตามหลักโหราศาสตร์จีน ในพื้นฐานดวงชะตาจังหวะชีวิตที่เริ่มต้นเดือนนี้ของชาวปีเถาะก็จะค่อย ๆ เริ่มเหนื่อย มีความกังวล เครียด ไม่สบายใจ แล้วมาเริ่มต้นอาทิตย์นี้ที่จะต้องฟันฝ่าตัวเอง และรอบข้าง เนื่องจากมีวันไม่เกื้อหนุนมากกว่าวันเกื้อหนุน วันไม่เกื้อหนุนตรงกับวันที่ 7, 9, 11, 13 มิ.ย. 53 ที่จะส่งผลทำอะไรก็จะติดขัด จุกจิก ทำเวลาได้ไม่ดี งานส่งไม่ทัน โดนเจ้านายตำหนิ ฯลฯ และวันที่เกื้อหนุนตรงกับวันที่ 10 มิ.ย. 53 ส่งผลให้งานราบรื่น เสร็จตามเป้าหมาย ทันเวลาที่วางไว้ เจ้านายชมเชย ธุรกิจตกลงกันได้ ส่วนวันที่เหลือที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้น ก็ไม่ใช่วันดีนัก และก็ไม่เชิงวันไม่ดี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราทำแล้วว่าไปทำในช่วงที่ส่งเสริมตัวเองหรือไม่ อย่างเช่นถ้าเป็นเวลา 17.00 – 18.59 น. เป็นเวลาที่ชงกับชาวปีเถาะเต็ม ๆ ถ้าเดินทางรถก็จะติด ถ้าคุยกันก็จะขัดแย้ง ถ้ารอคนก็รอนานหน่อยครับ


ในตามหลักโหราศาสตร์ เมื่อคำนวณแล้วในสัปดาห์นี้ของชาวปีมะโรง จะไปเจอสองวันไม่ค่อยดี สองวันดี และสามวันกลาง ๆ ในสองวันไม่ดีนั้นตรงกับวันที่ 8, 10 มิ.ย. 53 สองวันดีนั้นตรงกับวันที่ 7, 11 มิ.ย. 53 และวันที่กลาง ๆตรงกับวันที่ 9, 12, 13 มิ.ย. 53 เป็นวันที่ไม่ได้ส่งเสริม และทำลาย ในวันไม่ดีนั้นทราบอยู่แล้วว่าทำอะไรไม่ได้ดั่งหวัง วันดีทำอะไรเป็นสีชมพูไปหมด ส่วนวันกลาง ๆ มีทั้งดีและไม่ดีปนเปกันไป ก็แล้วแต่ช่วงเวลาในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาใด ถ้าไปใช้ช่วงเวลา 15.00 - 18.59 น. เป็นช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ถ้าเรารีบปั่นงานงานก็จะเสร็จเร็ว ถ้านัดเจอใครก็ไม่หงุดหงิดที่ต้องรอ แต่ภาพรวมเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณผู้หญิง ทำอะไรก็จะติดขัดสักเล็กน้อย จะหงุดหงิดได้ง่าย จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ขอให้ระวัง แต่ก็ขอให้สบายใจไม่ได้หนักหนาอะไรมากครับ


ชีวิต คนเราเมื่อมีปีสุขก็มีปีทุกข์ เมื่อมีเจอวันดีก็มีเจอวันไม่ดี เมื่อมีเวลาราบรื่นก็ต้องมีเวลาสะดุดติดขัด เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน ไม่ว่าจะดวงดีแค่ไหน หรือดวงตกอย่างไร ที่จะต้องเจอวันแต่ละวัน ที่เจอสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน มาเข้าเรื่องพื้นฐานดวงของชาวปีมะเส็งดีกว่า มาในเดือนนี้ตามหลักโหราศาสตร์จีนเป็นเดือนที่ไม่เกื้อหนุน หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่าเข้าเดือนที่เป็นเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องที่จะประเดประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ อาชีพการงาน การเงิน ครอบครัว และความรัก ก็ขอให้ทำใจ และในอาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แรก ๆ ของช่วงเดือน มิ.ย. ที่มีวันดีตรงกับวันที่ 8, 12 มิ.ย. 53 ส่วนวันที่ไม่เกื้อหนุนคือวันที่ 9, 13 มิ.ย. 53 วิธีการแก้เคล็ด ไปทำบุญ ทำทาน สะเดาะเคราะห์บ่อย ๆ จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยเฉพาะสาว ๆ ถ้าสุขภาพร่างกายเอื้ออำนวยอยากให้ไปบริจาคเลือดครับ


ใน ตามหลักโหราศาสตร์จีนนั้น ได้ถือว่าเข้าสู่เดือนของตนเอง หรือเดือนที่ดีอย่างเต็มตัวแล้ว ก็จะเริ่มมีความคืบหน้าในหน้าที่การงานของตน ภาระที่ได้รับมอบหมายมีความก้าวหน้า การลงทุนธุรกิจเริ่มเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ การติดต่อเจรจาประสานงานก็จะได้รับการร่วมมือที่ดี อารมณ์ที่หงุดหงิดง่ายก็จะน้อยลง เรื่องที่คลุมเครือก็จะชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้ใช้วันที่ดีในการทำธุรกิจต่าง ๆ คือวันที่ 9, 13 มิ.ย. 53 ในอาทิตย์ไม่มีวันที่ชง แต่จะมีวันไม่เกื้อหนุน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงก็ขอให้ทำอะไรด้วยความใจเย็น อย่าหงุดหงิดง่าย ก็จะผ่านไปได้ระดับหนึ่ง วันที่ไม่ดีตรงวันที่ 7, 8, 10, 12 มิ.ย. 53 ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ไม่อย่างนั้นจะมีคนเห็นว่าเราเป็นคนทำอะไรโดยไม่คิดให้ดี มีโอกาสที่จะเจอเพศตรงข้ามหน้าตาใหม่ ๆ แต่ถ้าจะให้คบกันราบรื่นขอให้เลือกคนที่เกิดปีขาล ปีจอ หรือปีมะแม ก็ได้ครับ


ใน พื้นฐานดวงชะตาของชาวปีมะแมนั้น ตั้งแต่ต้นเดือนมาเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ในจังหวะชีวิตอะไร ๆ ก็เริ่มดีไปหมดสำหรับชาวปีมะแมสำหรับคุณผู้ชาย แต่คุณผู้หญิงเป็นช่วงที่ต้องวัดฝีมือ ถ้าสามารถประคอง หรือฟันฝ่าทำงานนั้นได้สำเร็จ ก็จะได้รับการปรบมือจากคนรอบข้าง หรือมีผู้ใหญ่ที่เข้ามาสนับสนุน ไม่อยากให้ปัญหาบางอย่างมาตัดทอนกำลังใจ ถ้าตั้งใจฟันฝ่าไป ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนครับ ในตามหลักโหราศาสตร์จีนจะลงมือทำอะไรลงมือได้เลยในวันที่ 10, 13 มิ.ย. 53 เป็นวันที่สมพงษ์ ส่วนวันที่ชงคือวันที่ 8 มิ.ย. 53 และวันที่ 7, 11 มิ.ย. 53 เป็นวันไม่เกื้อหนุน ใช้เวลานี้เคลียร์เอกสารเก่า ๆ หรืองานค้างคาก็ดี เพื่อเตรียมตัวรับงานใหม่ หรือโปรเจคใหม่เข้ามาก็ดีครับ แต่ชาวปีมะแมช่วงนี้เรื่องของสุขภาพจะเกิดจากการทำงานที่หนัก ก็ขอให้พักผ่อนให้มาก ๆ ด้วยครับ


ถึง แม้ในตามหลักโหราศาสตร์จีน ที่พื้นฐานนักษัตรในรอบเดือนนี้จะไม่ได้มีอะไรกับชาวปีวอกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นในทางที่ดี และไม่ดี แต่จะกลายเป็นมีทั้งดี และไม่ดีปนเปกันไปมากกว่า แต่จะไปมีผลกระทบสำหรับคุณผู้หญิงมากกว่า เนื่องจากพื้นฐานรอบเดือนที่คุมอยู่ จะส่งผลให้มีความหงุดหงิดง่าย อารมณ์ผันผวนง่าย ทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด ใจเย็น ๆ นะครับ เพราะถ้าทำอะไรไปโดยใช้อารมณ์ จะส่งผลเสียย้อนกลับมาหาตัวเราอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้เลย และในรอบอาทิตย์นี้วันชงตรงวันที่ 9 มิ.ย. 53 มีอะไรเกิดขึ้นก็คิดเสียว่าวันไม่ดีก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ ส่วนวันที่ 7, 11, 12 มิ.ย. 53 จะนัดเจอใครก็มีอารมณ์ที่สดใส ไม่มีใครมาทำให้หงุดหงิด หรือจะไปทำงาน ติดต่ออะไรก็รีบลงมือได้เลยครับ ดวงความรักบางท่านในตอนนี้เริ่มจะระหองระแหง รักษาความห่างไว้บ้างก็พอจะบรรเทาปัญหาไปได้ในระดับหนึ่งครับ


เมื่อ คำนวณในตามหลักโหราศาสตร์จีนแล้ว ที่ได้เคยบอกและเตือนไว้ว่า อาทิตย์ที่แล้วได้เข้าสู่เดือนที่ไม่ค่อยดีกับชาวปีระกา แถมพื้นฐานรอบเดือนยังเข้าเคราะห์สำหรับคุณผู้หญิง จึงโดนเบิ้ล ทำอะไรใจเย็น ๆ จะมีเรื่องมีราวเข้ามาให้ได้เครียด แต่คุณผู้ชายยังเบากว่า แต่ก็มีบ้างที่จะทำอะไรแล้วไม่สมหวัง หรือไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้นทำอะไรในเดือนนี้ก็ขอให้ตรองให้ดี เพราะสถานการณ์พลิกได้ตลอด และในอาทิตย์นี้ก็มีวันชงตรงวันที่ 12 มิ.ย. 53 และวันไม่เกื้อหนุนตรงวันที่ 7, 10, 13 มิ.ย. 53 และวันที่ดีตรงวันที่ 8, 11, 12 มิ.ย. 53 วันไหนเป็นอย่างไรแล้วก็ใช้วันเหล่านั้นให้เข้ากับสถานการณ์ ปรับความคิด และควบคุมอารมณ์ของตนเองให้อยู่ ก็ไม่มีอะไรหนักหนาเกิดขึ้นแล้วครับ โดยเฉพาะสาว ๆ เรื่องสุขภาพควรเอาใจใส่ เพราะงานกับความรักจะเป็นพิษที่ทำให้สุขภาพร่างกายเราทรุดโทรมลงอย่างรวด เร็วด้วยนะครับ


ตั้งแต่ ต้นเดือนมาชาวปีจอทำอะไรก็เริ่มสดชื่นไปหมด คนที่เคยหมางเมินก็หันกลับมามอง คนที่ไม่เคยดูแลจะก็หันเข้ามาเอาใจใส่ การงานที่เคยทิ้งค้างคาไว้ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง การเงินที่ต้องคอยปวดหัว ก็เริ่มคล่องตัวสบายอกสบายใจขึ้น คนใดที่คิดจะลงทุน หรือทำธุระต่าง ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว ใช้วันที่ดีในการพูดคุยเจรจา และใช้เวลาที่ดีคือเวลา 11.00 – 12.59 น. ยิ่งตัดสินใจในวันที่ดีคือวันที่ 9, 10, 13 มิ.ย. 53 จะมีบางสิ่งบางอย่างดลใจให้เป็นไปตามต้องการ และ วันที่ไม่ดีคือวันที่ 8, 11 มิ.ย. 53 ทำอะไรเบา ๆ ก็จะเสร็จได้ง่าย เนื่องจากอิทธิพลของปี และเดือนนี้ที่ส่งเสริมกับชาวปีจอนั่นเอง ส่วนเรื่องอารมณ์และความคิด ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เพราะพื้นฐานดวงชะตาในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา มีความสับสน มีความแปรปรวนทั้งในด้านความคิดและอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา


ใน ตามหลักโหราศาสตร์จีน เข้าสู่เดือนที่ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น จึงส่งผลให้พื้นฐานดวงชะตาหนักไปทางด้านที่ดีมากกว่าไม่ดี แต่จะไปไม่ดีเล็กน้อยก็สำหรับสาว ๆ ที่จะต้องมีปัญหาต่อเนื่องจากช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นฐานรอบเดือนที่คุมอยู่ได้เข้าเคราะห์กับสาว ๆ นั่นเอง ก็ขอให้ใจเย็นอีกนิด ส่วนของหนุ่ม ๆ ชาวปีกุนสถานการณ์โดยรวมจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ถ้าใช้สติปัญหาแยกแยะให้ดี สามารถลงมือทำอะไรได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวล แต่ขอให้ใช้วันที่ดีที่ตรงกับวันที่ 9, 10 มิ.ย. 53 ส่วนวันชงตรงกับวันที่ 12 มิ.ย.53 ส่วนวันอื่น ๆ ก็อย่าปล่อยเวลาไปเปล่า ๆ รู้สึกเสียดายแทนครับ แต่ก็ต้องระวังไว้บ้างนะครับสำหรับผู้ชายรอบเกิด พ.ศ. 2526, 2490 และคุณผู้หญิง รอบ พ.ศ. 2514 ก็อาจจะยังคงมีปัญหาบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วก็ถือว่ามีปัญหาน้อยลงกว่าเดือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอนครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เวียนนา นครแห่งเสียงดนตรี



กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นที่รู้จักกันในนาม“นครแห่งเสียงดนตรี” (The City of Music) ผู้คนที่รู้จักเมืองนี้ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นั่นเป็นฉายาที่เมืองนี้ควรจะได้รับเพราะนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา เมืองนี้เป็นบ้านของนักดนตรีชั้นเยี่ยมของโลกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เฮย์ติน (Haydn) โมซาร์ต (Mozart) บีโธเฟน (Beethoven) ชูเบิร์ต (Schubert) บราหมส์ (Brahms) บรักเนอร์ (Bruckner)มาห์เลอร์ (Mahler) นามที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆน้อย ๆ ของเหล่านักดนตรีพรสวรรค์ที่อาศัยอยู่ ณ กรุงเวียนนา

สาเหตุที่ทำให้เวียนนากลายมาเป็นผู้นำด้านเสียงดนตรีมีหลายประการ ได้แก่ ประการแรก เมืองนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างสถานที่หลายแห่งที่ขึ้นชื่อด้านดนตรี เช่น อิตาลี โบฮีเมีย เยอรมนี ฮังการี เวียนนาจึงเป็นที่ดึงดูดนักดนตรีและนักแต่งเพลงจากประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ เหตุผลประการที่สอง ชาวเมืองเวียนนาเป็นผู้ที่นิยมในเสียงดนตรีเป็นอย่างมาก ผู้คนในเมืองนี้ นับแต่คนรับใช้ไปจนถึงราชวงศ์แฮปสเบิร์ก (Hapsburgh) ผู้ปกครองประเทศ แทบทุกคนในเวียนนาจะร้องเพลงเล่นดนตรีได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นผู้ที่รักและชอบฟังดนตรี ด้วยเหตุนี้เองเวียนนาจึงดึงดูดให้บรรดาครูสอนดนตรีมืออาชีพ นักแต่งเพลง นักดนตรี และผู้คนทุกสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับดนตรีหลั่งไหลมาที่นี่ จากบันทึกที่พบ โจเซฟ ริชเตอร์ (Joseph Richter) บรรยายถึงกรุงเวียนนาในปี ค.ศ. ๑๗๙๔ ไว้ว่า ไม่มีสุภาพสตรีชั้นสูงหรือลูกสาวชาวเมืองคนใดที่จะร้องเพลงและเล่นเปียโนไม่ เพราะ

ในศตวรรษที่ ๑๘ ดนตรีเป็นทั้งสิ่งที่ให้ความบันเทิงและเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะทางสังคมของคน ชั้นสูงในเวียนนา มีขุนนางชาวเวียนนาหลายคนที่มีชื่อเสียงในฐานะนักแต่งเพลงคลาสิกผู้ยิ่งใหญ่ ในหมู่สามัญชนทั่วไปก็มีโรงละครตามชานเมือง เป็นที่ชุมนุมของผู้ที่รักโอเปรา หรือในฤดูร้อนที่ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศดี ก็มีการเล่นคอนเสิร์ตตามสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ในโบสถ์ก็มีการแต่งและบรรเลงเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

5 มิ.ย.วันสิ่งแวดล้อมโลก



ทุกวันนี้เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งแวดล้อมของโลกกำลังตกอยู่ในภาวะ วิกฤติ...ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เห็นได้ชัดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดปกติ ร้อนมาก หนาวมาก และฤดูกาลต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงปัญหาโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น...ซึ่งเป็นสัญญาณ บ่งบอกและกระตุ้นให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่าง จริงจังเสียที....!

ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น "วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)" และได้มีการสถาปนาวันสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นครั้งแรก ปี พ.ศ. 2515 โดยในปีนี้ได้กำหนดให้มีคำขวัญว่า "ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤติชีวิตโลก (Many Species One Planet One Future)"

สำหรับประเทศไทยเอง ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการตรากฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นในปี 2518 เป็นฉบับแรก เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พุทธศักราช 2518 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฯ ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2521 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ.2522 ต่อมาในสมัยรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีร่างพระราชบัญญัติฯ ขึ้นใหม่ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2535 เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ และกรมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม


และจากการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง "ความคิดเห็นของประชาชนกับสิ่งแวดล้อมในวันนี้" ช่วงระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า มีประชาชนถึง 55.06% ที่ไม่ทราบว่า วันที่ 5 มิถุนายน คือวันสิ่งแวดล้อมโลก ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกที่ประชาชนคิดว่ารุนแรงที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย ภาวะโลกร้อน อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น 68.22% การเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าไม้ ถูกทำลาย 8.80% ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น การปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ไฟไหม้ป่า ภูเขาไฟระเบิด 8.80% และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศที่รุนแรงมากที่สุดในความเห็นของคนไทย 3 อันดับแรก คือ ภาวะโลกร้อน อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น 27.26% การเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าไม้ ถูกทำลาย 20.72% และปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น ควันจากการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม ไฟไหม้ป่า 20.25%

นอกจากนี้ยังมองว่าโอกาสและความเป็นไปได้ที่โลกจะเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ มีสูงถึง 31.39% ที่เชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่อนข้างมาก เพราะมีเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้งในรอบปี สภาพอากาศที่แปรปรวน ร้อนจัด เกิดอุทกภัยอย่างหนักทั่วโลก

วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่า ใครคนใดคนหนึ่ง จะสามารถแก้ไขได้ ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ... ด้วยการช่วยกันประหยัดทรัพยากรที่อยู่รอบ ๆ อย่างน้ำ ไฟ ควรใช้อย่างคุ้มค่า ช่วยกันลดปริมาณขยะ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และไม่ทำสิ่งใดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ และทางเสียง รวมทั้งช่วยกันปลูกป่า ปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลกของเรา

เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยให้สิ่งแวดล้อมที่ดี อยู่กับเราไปได้อีกนาน...^^

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิตามินในเครื่องสำอาง


ถ้าลองเข้าไปที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามศูนย์การค้าหรือชั้นวางผลิตภัณฑ์ แชมพู น้ำยานวดผม ครีมบำรุงผิว จะพบว่า แต่ละผลิตภัณฑ์ จะเขียนรายละเอียดถึงส่วนประกอบต่างๆ ไว้ ในบรรดาส่วนประกอบนั้นๆ จะมีวิตามินรวมอยู่ด้วย เช่น วิตามินอี วิตามินเอ วิตามินเอฟ แพนทีนอล นิโคตินาไมด์ ไบโอติน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น วิตามินที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง มีผู้สงสัยว่าได้ประโยชน์หรือไม่ หรือเป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น

ข้อเท็จจริงก็คือ วิตามินต่างๆ เหล่านี้ออกฤทธิ์ตามทฤษฎี (ซึ่งจะได้กล่าวให้ทราบต่อไป) มีฤทธิ์จริงๆ และควรจะได้ผลตามฤทธิ์ที่มีอยู่ด้วย แต่ขณะเดียวกันเมื่อใช้ไปแล้ว ทุกคนก็ควรประเมินด้วยว่า เป็นอย่างนั้น จริงหรือไม่ เพราะฤทธิ์ตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นปรากฏการณ์ ทางห้องทดลองปฏิบัติการ ส่วนการนำมาทาผิวหรือผมนั้น เป็นการนำมาทาขณะที่ผิว และผมยังมีชีวิตอยู่บนร่างกายของเรา ผลอาจไม่เท่าขณะอยู่ในห้องทดลองก็ได้ ดังนั้นควรสังเกตว่า ได้ผลตามทฤษฎีจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการหลงงมงายตามทฤษฎีนั้น วิตามินต่างๆ มีฤทธิ์ดังต่อไปนี้

วิตามินอี

ปกติละลายในน้ำมัน ตัวที่เป็น Tocoperol จะเป็นตัวที่ใช้กันมากที่สุดได้ผลต่างๆ ดีที่สุด โดยเป็นสารต้านอนุพันธ์อสิระ ทำให้ป้องกันการชรา ป้องกันการเกิดมะเร็ง แต่ตัวที่ใช้ในการผสมเครื่องสำอาง คือ tocopheryl acetate จะเป็นน้ำข้นเหนียวๆ เหลืองเข้มออกสีอ่อนๆ และออกฤทธิ์ได้ดี เมื่ออุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส และควรมี pH ประมาณ 3.5-8

คุณสมบัติของวิตามินชนิดนี้

เป็นวิตามินคุ้มกันความชราดังกล่าวแล้ว และยังสามารถ ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น โดยการผสมวิตามินอี 1-25% จะสามารถทำให้น้ำใต้ผิวหนังไม่ระเหยออกไป จึงมองดูผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นซึ่งถ้าสามารถเตรียมให้ได้ฤทธิ์ดังกล่าวแล้ว ก็คงจะทำให้หน้าผากไม่ย่น ตีนกาไม่เกิด ผิวที่แขนและอกเรียบเนียน จึงมีวิตามินอีขายตามท้องตลาดมากมา ราว ๆ 10 กว่าปีแล้ว

นอกจากนี้วิตามินอี กระตุ้นให้บาดแผลหายเร็ว ดังนั้นเมื่อมีรอยถลอกหรือมีบาดแผล และเริ่มหายแล้ว การทาวิตามินอี จะช่วยให้แผลตื้น และไยคอลลาเจน สร้างสะสมออกมาป้องกันแผลเป็นอีกด้วย ฤทธิ์ที่สำคัญอีกอย่างของวิตามินชนิดนี้คือ ลดอาการแดง ลดอาการบวมจากการอักเสบ ลดการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งสารนี้ทำให้เกิดอาการคันภายหลังถูกยุงกัด หรือการระคายผิว ดังนั้นผู้ที่ทาครีมผสมวิตามินชนิดนี้ ควรจะคันน้อยลง หรือไม่คันเมื่อถูกยุงกัด

การทาวิตามินอีลงบนผิว จะถูกดูดซึมผ่านชั้นขี้ไคล หนังกำพร้า หนังแท้ ต่อมขนและต่อมไขมัน ลงไปสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ นี้ ประมาณ 4-6 ชั่วโมง แล้วสลายตัวไป

ผลิตภัณฑ์ทาผิวเมื่อผสมวิตามินอีแล้ว จะทำให้ผิวหนังชุมชื้น อ่อนนุ่ม แก่ช้า ถ้าผสมลงในยากันแดด จะทำให้ยากันแดด มีคุณสมบัติป้องกันแดดได้มากขึ้นกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่ผสมวิตามินอี น่าจะมีผลในการป้องกัน การทำลายของเส้นผมจากแสงแดด ช่วยป้องกันชั้นเคอราติน (ชั้นนอกสุดของเส้นผม) ทำให้ผมมีความแข็งแรงทนทานต่อการ ไดร์ผม กระชากผม รวมถึงการดัดผม ยืดผม บ่อย ๆ ด้วย

วิตามินอีได้รับความนิยมมากในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของหลายๆ บริษัท และวางขายทั่วไป มีทั้งราคาถูกและแพง ขายมาหลายปีแล้ว และยังครองใจผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ขอให้ผู้ใช้ประเมินผลกับตัวเองด้วย ว่าเป็นอย่างไรบ้างและบอกกล่าวมาบ้าง



ดี แพนทีนอล (D-panthenol)

พบเห็นบ่อย ๆ มากในผลิตภัณฑ์สระผมหรือบำรุงผม จริงๆ แล้ววิตามินชนิดนี้มีอยู่ในผิวพรรณ ในรูปของ D-panthenol และ panthothenic acid ละลายได้ดีในน้ำ จึงอยู่ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผมได้ดี มีหน้าที่ในการทำเกิดความชุ่มชื่น เพราะอุ้มน้ำไว้ ทำให้แผลหายเร็วเพราะกระตุ้นการติดของผิวหนังและเส้นผม เมื่อถูกทำลายด้วยสารเคมีต่าง ๆ

เมื่อผสมลงในผลิตภัณฑ์บำรุงผม จะออกฤทธิ์ป้องกันความแห้งกรอบ ของเส้นผม ซ่อมแซมผิวรอบนอกของเส้นผมที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำยาดัด น้ำยายืด และความร้อนจากการอบ ไดร์ผม ช่วยเสริมสร้างเส้นผมให้มีเงางาม และยังป้องกันการเกิดรังแคด้วย

ถ้าผสม D-panthenol ลงในครีมบำรุงผิว จะทำให้ผิวมีความ ชุ่มชื่น ลดการอักเสบ และความแดงแม้ตากแดดนาน นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างเซลล์ของผิวหนัง ทำให้แผลหายเร็ว ฤทธิ์ต่างๆ คล้ายกับวิตามินอี ยกเว้นไม่ป้องกันความชราเท่านั้น

ลิปสติก บางยี่ห้อจะใส่ D-panthenol ด้วย เพื่อต้องการให้ริมฝี ปากมีความชุ่มชื้น ไม่แห้งลอก และตกสะเก็ด ดังนั้นจึงควรเลือกลิปสติกที่ผสมวิตามินชนิดนี้มาใช้ในประจำวัน

น้ำยาที่ใช้ภายหลังโกนหนวด (after shave lotion) บางชนิดก็ นิยมผสมวิตามินนี้ลงไปด้วย เพราะในการโกนหนวดมักมีบาดแผลถลอก เกิดได้โดยง่าย การทางผลิตภัณฑ์นี้จะทำให้แผลถลอกหายได้เร็ว และไม่ใคร่เกิดแผลเป็น

น้ำยาทาเล็บ ก็นิยมผสม D-panthenol เช่นกัน โดยทำให้เล็บ เป็นเงางาม ตัดง่าย ไม่เปราะและฉีกขาดเมื่อกระแทก

ยาสีฟันบางชนิดก็ผสมแต่ควรใช้ D-panthenol ไม่เกิน 1% โดยน้ำหนัก



วิตามินเอฟ

ที่เคยได้ยินทางโฆษณาทีวี เมื่อประมาณปีที่แล้ว คือ ผสมลงในแชมพูชนิดหนึ่ง วิตามินตัวนี้สร้างได้ในร่างกายมนุษย์ มีคุณสมบัติในการป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวและเส้นผม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวและเส้นผมซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีอีกด้วย

ดังนั้นผลิตภัณฑ์แชมพูหรือครีมนวดผมที่ผสมวิตามินเอฟ จะช่วยทำให้เส้นผมชุ่มชื้น ไม่แห้งกรอบและแตกปลาย ถ้าสัมผัสกับหนังศีรษะจะช่วยให้หนังศีรษะที่อักเสบจากน้ำยาดัด น้ำยาโกรกหรือน้ำยายืดผม หายอักเสบได้เร็ว และสุขภาพของหนังศีรษะ จะแข็งแรงขึ้น ไม่เกิดรังแคหรืออาการคันศีรษะได้ง่าย ส่วนครีมทาผิว ที่ผสมวิตามินเอฟ ก็จะมีความชุ่มชื้น อวบอิ่ม ไม่เหี่ยวย่น ง่ายก่อนถึงวัยอันสมควร



P-Biotin
P-Biotin นิยมใส่ในผลิตภัณฑ์ถนอมเส้นผมพอประมาณ เพราะจริงๆ แล้ว วิตามินชนิดนี้มีอยู่ในปริมาณพอใช้ในเซลล์ผิว และเส้นผมที่เพิ่งเกิดใหม่ ซึ่งคุณสมบัติคือ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ คล้ายผิวทารก และเส้นผมเป็นเงางาม บางบริษัทนิยมใส่ Biotin ในผลิตภัณฑ์ถนอมเล็บด้วย เพื่อให้เล็บเป็นเงางามและมองดูสะอาดตา

วิตามินเอ

เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า วิตามินเอ มีผลต่อผิวพรรณมาก ทั้งรับประทานและชนิดทา แต่ชนิดทานั้นก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่า วิตามินอี อาจเป็นเพราะว่า วิตามินเอ ป้องกันความชราไม่ได้ พวกนักเคมีนำวิตามินชนิดนี้มาผสมในครีมทาผิว เพราะจะช่วยให้ผิวหนาและคงทนต่อการระคายเคือง จากแดดและสิ่งต่าง ๆ นอกจากยังทำให้การยืดหยุ่นของผิวดีขึ้น แผลเป็นมีโอกาสได้น้อยภายหลังการเกิดบาดแผล

ฤทธิ์ต่างๆ ของวิตามินที่กล่าวมานั้น เป็นฤทธิ์ทางทฤษฎี ที่ผู้ผลิตสินค้าหวังว่า วิตามินที่กล่าวมาทั้งหมดจะออกฤทธิ์ดังกล่าว จึงพยายามนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ถนอมผิวและถนอมผม แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผลตอบสนองของผิวและเส้นผมของแต่ละบุคคล แตกต่างกันมาก บางรายอาจได้ผลดี บางรายอาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลชะลอความแก่ วิตามินอีนั้นต้องติดตามเป็นเวลาหลายปี จึงยากแก่การประเมินว่าได้ผลจริงมากน้อยเพียงใด

ส่วนผลที่วิตามินต่างๆ ทำให้ผิวดูนิ่มนวลและชุ่มชื่น เห็นผลทันตา ภายหลังจากทาผิวแต่ก็เป็นผลระยะสั้นเท่านั้น ส่วนวิตามินในผลิตภัณฑ์ถนอมผมนั้น เห็นผลได้ไวกว่า เช่น ผมมันเงาและมีน้ำหนักขึ้น ไม่แตกปลายง่าย หรือถ้าไม่ได้ผล เราก็จะเห็นได้ภายใน 1-2 เดือน ก็เลิกใช้ไป และวิตามินต่างๆ เหล่านี้ มีราคาแพง ผู้ผลิตจึงไม่นิยมใส่ในปริมาณมากนัก เพื่อลดราคาต้นทุนลง จึงเป็นวิจารณญาณของผู้บริโภคว่า ควรพิจารณาใช้วิตามินเหล่านี้หรือไม่ โดยใช้ความรู้ภาคทฤษฎีดังได้กล่าวแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิ่งอาทิตย์ละ 2 วัน ให้มีความจำดีแม่นยำ

Pic_87120

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ แนะนำว่าถ้าหากอยากให้สมองมีความจำดี ควรจะหาเวลาออกกำลังด้วยการวิ่งอาทิตย์ละสัก 2 วันเพราะการวิ่งจะไปช่วยก่อให้เซลล์สมองใหม่ๆ ในบริเวณซึ่งเกี่ยวกับการก่อและระลึกความจำเรือนล้านๆ ได้เจริญเติบโตขึ้น

นัก ประสาทวิทยาศาสตร์พฤติกรรมของมหาวิทยาลัย นายทีโมธี่ บัสซี่ กล่าวแจ้งว่า "เราทราบกันอยู่แล้วว่าการออกกำลังช่วยบำรุงสมอง แต่การออกกำลังแบบนี้จะเท่ากับเป็นกลไกให้เกิดผลแบบนั้นขึ้น"

นัก วิจัยได้ศึกษาด้วยการทดสอบกับหนู 2 ฝูง จับฝูงหนึ่งให้ถีบจักร เฉลี่ยเท่ากับเป็นระยะทางวันละ 24 กม. ส่วนฝูงที่เหลือปล่อยให้อยู่ตามปกติ หลังจากนั้นได้นำไปทดสอบความจำ ปรากฏผลว่าหนูที่ออกกำลังมีความจำดีกว่า พวกที่ไม่ได้ออกกำลังกว่ากันเกือบ 2 เท่า.

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ลำคออวบอ้วน เพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ



ชี้ความหนาของ "ลำคอ" อาจเป็นตัวบ่งบอกความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้เช่นเดียวกับความหนาของรอบเอว แม้ในคนที่มีรอบเอวบาง แต่ถ้าลำคอใหญ่อวบอ้วน ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

นักวิจัยจากสถาบันศึกษาหัวใจ "ฟรามิงแฮม" ในสหรัฐ ศึกษาเรื่องนี้กับชายหญิงกว่า 3,300 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 51 ปี โดยผู้ชายจะมีรอบคอเฉลี่ยอยู่ที่ 40.5 เซนติเมตร ส่วนของผู้หญิงเฉลี่ยอยู่ที่ 34.2 เซนติเมตร แต่ถ้าใครมีรอบคอใหญ่กว่านี้หมายถึงความเสี่ยงที่มากขึ้นในการเป็นโรคหัวใจ

ความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเกิดจากร่างกายมีระดับกลูโคสในเลือดสูงและมีคอเลสเต อรอลชนิดดีน้อยเกินไป เพราะคอเลสเตอรอลชนิดดี ซึ่งมีความหนาแน่นสูง เรียกว่า HDL จะช่วยดึงไขมันส่วนเกินจากเซลล์ต่างๆ แล้วส่งกลับไปที่ตับ เปลี่ยนสภาพไขมันคอเลสเตอรอลให้กลายเป็นน้ำดีเพื่อใช้ย่อยไขมันต่อไป

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายจะมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในกระแสเลือดลดลง 2.2 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ส่วนผู้หญิงจะมีน้อยลง 2.7 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ถ้ามีรอบคอเพิ่มจากระดับเฉลี่ยทุกๆ 3 เซนติเมตร และถ้าผู้ชายมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีไม่ถึง 40 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ส่วนผู้หญิงมีไม่ถึง 50 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร จะหมายถึงความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขนาดของลำคอจะไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้นต่อระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างใหญ่และความหนาแน่นต่ำ จึงเรียกว่า LDL เป็น คอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ขนาดรอบคอจะไปส่งผลต่อระดับกลูโคสในเลือดด้วยเช่นกัน โดยรอบคอที่ใหญ่กว่าระดับเฉลี่ยทุกๆ 3 เซนติเมตร จะส่งผลให้ผู้ชายมีกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น 3 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ส่วนของผู้หญิงจะเพิ่มขึ้น 2.1 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร

ตามปกติ ระดับกลูโคสในเลือดจะมีไม่ถึง 100 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ถ้าระดับกลูโคสมากกว่านี้ จะหมายถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมีเพิ่มขึ้นด้วย ผลการวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าไขมันที่สะสมตามอวัยวะภายนอกร่างกายในบางส่วน นั้นช่วยบ่งชี้ความเสี่ยงการป่วยเป็นโรคหัวใจได้

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การทำนายฝัน

การทำนายฝัน หรือ การแปลความฝัน (dream interpretation)

1. ในด้านวิทยาศาสตร์
สำหรับ นักวิทยาศาสตร์แล้ว การฝัน เป็นปรากฏการณ์ ปกติ ตามธรรมชาติ ของสมอง มีความสัมพันธ์กับ การเปลี่ยนแปลงของ คลื่นไฟฟ้าสมอง แสดงว่า สมองบางส่วน ยังทำงาน สานต่อกัน เป็นการเห็น การได้ยิน การสัมผัส ฯลฯ โดยปราศจาก การควบคุม จากสมองใหญ่ (cerebrum) ทำให้ความฝัน เกือบทั้งหมด แปลก และพิสดารเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ ในชีวิตจริง การแปลความฝัน ในด้าน วิทยาศาสตร์ ต้องทราบบุคลิก และภูมิหลัง ของผู้ฝัน สิ่งแวดล้อม และเหตุการณ์ ที่ฝังใจอยู่ หรือเพิ่งเกิดขึ้น นอกจากนั้น ถ้าสามารถ จดบันทึก ความฝันไว้ ตลอดทั้งคืน เป็นเวลา หลายคืน ติดต่อกัน การแปลฝัน อาจจะ ให้ข้อมูล เกี่ยวกับ สุขภาพทางกาย และใจ ของผู้ฝันได้ แต่เนื่องจาก ยังมีผู้เชี่ยวชาญ ในด้านนี้น้อย และงานนี้ ก็เป็นงานที่ ยุ่งยากมาก และใช้เวลานาน จึงยังไม่ เป็นที่แพร่หลาย

2. ในด้านจิตวิเคราะห์ (psychoanalysis)
นักจิตวิเคราะห์ ถือว่า ความฝัน เป็นสิ่งสะท้อนถึง จิตในส่วนลึก ทั้งความสุข ความสมหวัง และความทุกข์ ความผิดหวัง ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน จึงนำความฝัน มาใช้ในการทำ จิตบำบัด (psychotherapy) แก่ผู้ป่วย โรคจิต โรคประสาท พวกเขาเชื่อว่า ความฝัน เป็นช่องทางให้ ความอัดอั้น ตันใจ ได้ระบายออก ในขณะหลับ ซึ่งส่วนใหญ่ จะให้ผลดีต่อ สุขภาพ นักจิตวิเคราะห์ ได้แปลความฝัน กันอย่าง กว้างขวาง รวมไปถึง ความรัก เพศสัมพันธ์ ความอบอุ่น ในครอบครัว จากอดีตถึงปัจจุบัน ฯลฯ และถือว่า ความฝัน อาจแสดงถึง ความจริงบางอย่าง ที่ไม่สามารถ เปิดเผยได้ ในขณะตื่น หรือเป็นแนวคิด ความหลงผิด ความเพ้อฝัน ความเครียด ความกังวล ความเจ็บป่วย ทุกข์ร้อน ซึ่งแพทย์ นักจิตวิทยา และผู้ให้การ รักษาพยาบาล ควรใส่ใจ และไม่ละเลยต่อ ความฝันของผู้ป่วย

3. ในเชิงมานุษยวิทยา
ความฝันเป็นผลของการท่องเที่ยวของไปวิญญาณ หรือชีวิตเล็ก ๆ หรือเจตภูตของผู้ฝันเอง กล่าวคือ เมื่อคนเราหลับลง เจตภูตในตัวเขาไม่หลับไปด้วย แต่กลับท่องเที่ยวสนุกสนาน โลดโผน อยู่ข้างนอก ความฝันจะเป็นสุขสนุกสนานไปด้วย หากไปผจญภัยยากลำบาก ก็อาจฝันร้าย หรือฝันผวา เรียกว่า เจตภูตท่องเที่ยวอย่างไร ก็จะฝันอย่างนั้น เมื่อเจตภูตกลับเข้าตัว เขาก็จะตกใจตื่น และจะจำฝันนั้นได้เฉพาะเรื่องที่ประทับใจหรือตื่นเต้นเท่านั้น เจตภูตพลัดหลงได้ยาก แต่ก็มีกรณีเจตภูตพลัดหลง กลับไม่ได้ กลับไม่ถูก ผู้ฝันจะตื่นได้อย่างเลอะเลือน คือมีชีวิตแต่ไม่มีจิตใจ หรือมีเพียง มิ่ง (ชีวิต) แต่ไร้ขวัญ (จิตใจ) มิ่งต้องคู่กับขวัญ เป็นมิ่งขวัญเสมอ หรือกรณี ไหลตาย ไหลคือ หลับไหล หรือละเมอ เนื่องจากเจตภูตกลับไม่ถูกปัจจุบันทางการแพทย์เรียก SUD – SUND Sudden Unexplained Nocturnal Death อันเป็นฝันที่เกิดจากธาตุพิการนั่นเอง

4. ในด้านการทำนายฝัน
การใช้ความฝัน เพื่อการทำนาย เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต เป็นศาสตร์เร้นลับ ที่ใช้กันมา ตั้งแต่ โบราณกาล จนกลายเป็น ตำนานสืบทอด ของแต่ละถิ่น ความหมายของ ความฝัน ก็จะ แตกต่างกันไป มากมาย ทั้งจาก ต้นตำนาน ที่ใช้ทำนาย ผสมผสานกับ ความเชื่อ ความนิยม และ ขบนธรรมเนียม ประเพณี ที่สืบทอดกันมา ในแต่ละชุมชน เป็นสำคัญ