วันขึ้นปีใหม่ คือวันแรกของปี มักจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และนับเป็นวันสำคัญของปี ปัจจุบันกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล ตามปฏิทินเกรกอเรียน และถือเป็นวันหยุดต่อมาจากวันสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละชาติที่ใช้ปฏิทินแบบอื่น ก็จะมีวันขึ้นปีใหม่ที่แตกต่างกันไป เช่น วันตรุษจีน วันสงกรานต์ เป็นต้น
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
วันขึ้นปีใหม่
วันขึ้นปีใหม่ คือวันแรกของปี มักจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และนับเป็นวันสำคัญของปี ปัจจุบันกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล ตามปฏิทินเกรกอเรียน และถือเป็นวันหยุดต่อมาจากวันสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละชาติที่ใช้ปฏิทินแบบอื่น ก็จะมีวันขึ้นปีใหม่ที่แตกต่างกันไป เช่น วันตรุษจีน วันสงกรานต์ เป็นต้น
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553
วันเกิด คาลิล ยิบราน ศิลปินชาวเลบานอน
6 มกราคม พ.ศ.2426 วันเกิด คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) นักปรัชญา นักประพันธ์ กวี และศิลปินชาวเลบานอน ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า "วิลเลียมเบลคแห่งศตวรรษที่ 20" งานชิ้นแรกๆ ของยิบราน เป็นบทเขียนและบทกวีภาษาอาหรับ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกวีนิพนธ์ชื่อ ปรัชญาชีวิต (The Prophet) ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 1 ภาษา และนิยมอ่านแพร่หลายกันทั่วโลก กล่าวได้ว่าผลงานของยิบรานได้มีอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนคนรุ่น หลังเป็นอย่างมาก
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
บริจาคโลหิต-อวัยวะ การทำบุญที่ยิ่งใหญ่
ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้โอกาสปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ เพื่อสร้างความสบายใจให้แก่ตนเอง มีทั้งการตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือและการบริจาค ทรัพย์เพื่อช่วยคนทุกข์ยากแล้ว การบริจาคโลหิตหรืออวัยวะก็ยังถือ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ สามารถพลิกฟื้นวิกฤติร่างกายจากหนักเป็นเบาหรือเข้าสู่ภาวะปกติได้ ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่
และในวันสิ้นปีเช่นนี้ ‘มุมสุขภาพ’ แนะ นำให้คุณผู้อ่านร่วมทำบุญรับศักราชใหม่ด้วยการบริจาคโลหิตหรืออวัยวะ ซึ่งควรมีความเข้าใจถึงหน้าที่และความจำเป็นของสิ่งที่จะบริจาคกันก่อน
เริ่มจากการบริจาคโลหิต แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย เม็ดโลหิต (เม็ดโลหิตแดง ขาว เกล็ดโลหิต) และพลาสมา โดยทั่วไปผู้คนมักร่วมบริจาคโลหิต เนื่องจากร่างกายของคนเรามีโลหิต 17-18 แก้วน้ำ แต่ใช้งานเพียง 15-16 แก้วน้ำ ดังนั้นส่วนที่เหลือจึงสามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตราย ในการบริจาคจะใช้เลือดเพียง 350 – 450 ซีซี แล้วจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด คลอดบุตร เฉลี่ยร้อยละ 77 ส่วนอีกร้อยละ 23 ของโลหิตที่ได้รับการบริจาคจะนำไปรักษาผู้ป่วยเฉพาะโรค เช่น ธาลัสซีเมีย เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น
แต่ยังมีการบริจาคส่วนประกอบสำคัญในโลหิตที่แบบเฉพาะเจาะจงลงไป คือ ‘เกล็ดโลหิต’ ซึ่ง จะรับบริจาคเมื่อมีการร้องขอจากโรงพยาบาล เนื่องจากเมื่อนำเกล็ดโลหิตออกจากร่างกาย จะมีอายุการใช้งานภายใน 24 ชั่วโมง – 5 วัน แถมยังต้องถูกเก็บรักษาในตู้ที่อุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส โดยนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว ไขกระดูกไม่ทำงาน โรคไข้เลือดออก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เพราะผู้ป่วยเหล่านั้นจะมีเกล็ดโลหิตในร่างกายต่ำกว่า 1-5 แสนตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
เฉพาะส่วนของเลือดยังมี ‘เม็ดโลหิตแดง’ ส่วนประกอบสำคัญที่นำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือมีภาวะซีดเพราะเม็ดโลหิตแดงผิดปกติ สำหรับการบริจาคเม็ดโลหิตแดงจะรับได้จากผู้บริจาค 2 ยูนิตต่อราย การนำไปใช้แพทย์จะเตรียมเม็ดโลหิตแดงจากผู้บริจาครายเดียวจึงลดความเสี่ยงใน การติดเชื้อ
‘พลาสมา’ หรือน้ำเหลือง คือภูมิต้านทานโรคติดต่อและเชื้อโรค การแยกพลาสมาออกจากโลหิตนั้นจะได้เพียง 100 – 150 ซีซี จึงมีการเกิดรับบริจาคเฉพาะพลาสมามากขึ้น เนื่องจากการบริจาคเพียงแต่พลาสมา จะทำให้ได้ปริมาณ 500 ซีซีต่อคน นำไปใช้เป็นส่วนประกอบโลหิต และสร้างผลิตภัณฑ์โลหิตเพื่อฉีดเข้าเส้นสำหรับป้องกันไวรัสตับบีหรือพิษ สุนัขบ้า
และ ‘เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต’ (Stem Cell) เซลล์ตัวอ่อนของโลหิตที่จะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตแดง ขาว และเกล็ดโลหิต ร่างกายสร้างขึ้นตลอดเวลา โดยนำไปช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมีย โลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดโลหิต เป็นต้น
นอกเหนือจากการ บริจาคโลหิตแล้ว การบริจาคอวัยวะก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ แต่เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การบริจาคอวัยวะจึงมีจำนวนไม่มาก
การบริจาคดวงตา หลังผู้ที่บริจาคเสียชีวิตลง ภายใน 6 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการจัดเก็บ ก่อนสภาพศพเน่าเปื่อย ทั้งยังไม่ควรมีการฉีดน้ำยากันเน่าด้วย ดวงตาที่บริจาคนั้นจักษุแพทย์สามารถนำไปแยกส่วนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการ รักษาผู้ที่มีความต้องการกระจกตา เพราะมีอาการกระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ หรือตาขาว
การบริจาคเยื่อหุ้มรก Amniotie Humbrane เยื่อ บางใสหุ้มทารกและน้ำคร่ำขณะเด็กอยู่ในครรภ์มารดา หลังคลอดเยื่อหุ้มรกจะติดค้างกับรถ มี 2 ส่วนประกอบสำคัญ คือ เซลล์และแผ่นฐานรองรับเซลล์ ที่เรียกว่า basement membrane และส่วนของเนื้อเยื่อผูกพันที่อยู่กันอย่างหลวม ๆ และมีสารหลายอย่างละลายอยู่ข้างใน นำไปใช้ประโยชน์ในการผ่าตัดรักษาช่องท้อง ปกปิดแผลที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ทดแทนเนื้อเยื่อ ช่วยสมานแผล ทั้งยังช่วยในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวดวงตา
ศูนย์กลางการรับบริจาคแห่งใหญ่ในบ้านเราอยู่ที่ ‘สภากาชาดไทย’ ซึ่ง ยังต้องการโลหิต ดวงตา และอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ไต หัวใจ ตับ รวมทั้งร่างกายเพื่อการศึกษาของนักเรียนแพทย์ ผู้มีจิตศรัทธาต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
วันเกิด หลุยส์ เบรลล์ ชาวฝรั่งเศสผู้ประดิษฐ์ อักษรเบรลล์
4 มกราคม พ.ศ. 2352 วันเกิด หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ชาวฝรั่งเศสผู้ประดิษฐ์ "อักษรเบรลล์” ซึ่งเป็นระบบการอ่านสำหรับคนตาบอด เบรลล์ประสบอุบัติเหตุขณะกำลังเล่นอยู่ในร้านทำรองเท้าของพ่อจนทำให้เขา ตาบอดสนิทเมื่ออายุ 3 ขวบ เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาได้คิดประดิษฐ์อักษรเบรลล์ซึ่งเป็นอักษรสำหรับให้คนตาบอดใช้มือคลำอ่าน อาศัยแนวคิดจากตัวโดมิโนที่มี 6 จุด จัดวางไว้เป็นกลุ่มสร้างเป็นลักษณะจุดนูนแทนค่าพยัญชนะต่างๆ เขาสามารถสร้างอักษรที่แตกต่างกันออกมาได้ 63 แบบ ซึ่งสามารถแทนค่าตัวอักษรทุกตัวที่มีอยู่ได้จนหมดสิ้น รวมทั้งเครื่องหมายวรรคตอนและคำย่อต่างๆ ลักษณะของจุดนูนช่วยให้คนตาบอดอ่านได้ด้วยการสัมผัส คือใชปลายนิ้วลูบไปบนลายนูน ในช่วงเวลาที่เบรลล์ยังมีชีวิตอยู่ อักษรเบรลล์ที่เขาคิดค้นขึ้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนกระทั่งหลังจากเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ระบบอักษรดังกล่าวจึงค่อยๆ เป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย กลายเป็นภาษามาตรฐานสำหรับคนตาบอดทั่วโลก
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
วันเกิด เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้แต่งเทพนิยาย ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง
3 มกราคม พ.ศ. 2435 วันเกิด เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน (John Ronald Reuel Tolkien) ผู้แต่งเทพนิยายเรื่อง ฮอบบิท (Hobbit) และ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ (The Lord of The Ring) เขาเป็นศาสตราจารย์สาขาแองโกล-แซกซอน ตั้งแต่ ค.ศ.1925 - ค.ศ.1945 และด้านภาษาและวรรณคดีอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดตั้งแต่ ค.ศ. 1945 - ค.ศ.1959 ผลงานของเขาได้รับการยอมรับว่ามีการใช้ภาษาที่ลุ่มลึกและมีผู้ตีความภาษาของ เขากันอย่างกว้างขวาง
วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553
การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินขบวนรถไฟสายใต้
2 มกราคม พ.ศ. 2464 การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดเดินขบวนรถไฟสายใต้ติดต่อกับชายแดนมาเลเซีย ระหว่างสถานี บางกอกน้อย-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 990 กิโลเมตรขึ้นเป็นครั้งแรก
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553
วันขึ้นปีใหม่
ความหมาย
ปีใหม่ เป็นเรื่องของวันเดือนหมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ ๓๖๕ วัน๑ หรือ ๑๒ เดือน ซึ่งสมมติกันว่า ปีหนึ่งหมดไป ขึ้นวันเดือนใหม่ของอีกปีหนึ่ง ก็เรียกกันว่าปีใหม่ แล้วเปลี่ยนนักษัตรประจำปีใหม่เป็น ชวด ฉลู ขาล เถาะ เป็นต้น และเปลี่ยนพุทธศักราช (พ.ศ.) ใหม่
ความเป็นมา
ประเพณีปีใหม่ของไทยในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ตอนต้นถือวันทางจันทรคติขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ในพระราชพิธีสิบสองเดือนพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความว่าพระราชพิธีขึ้นปีใหม่ วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริว่า ในกฎมนเทียรบาลมีการสมโภชและเลี้ยงลูกขุน ซึ่งตรงกับการเลี้ยงโต๊ะอย่างฝรั่ง จึงทรงกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลขึ้นเวลาเช้ามีการพระราชกุศล สดับปกรณ์พระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลาค่ำเชิญพระสยามเทวาธิราชและเชิญเจว็ดรูป พระภูมิเจ้าที่จากหอแก้วออกมาตั้งที่บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งเครื่องสังเวยที่พื้นชาลาหน้ามุขเด็จตั้งพระราชอาสน์ที่ประทับ ณ ศาลาคด มีละครหลวงแสดงและตั้งโต๊ะพระราชทานเลี้ยง
ครั้งต่อมาในรัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นทางสุริยคติ ถือวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่๒ และโปรดให้ใช้รัตนโกสินทรศกในการนับปี ตั้งแต่ ร.ศ.๑๐๘ เป็นต้นมา สำหรับพระราชพิธีปีใหม่นั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าเสด็จเข้าไปรับพระราชทานเลี้ยง ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานฉลากแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการบางคน ครั้นพระราชทานสิ่งของตามฉลากแล้วเสด็จพระราชดำเนินที่ประทับที่ชาลาหน้าพระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทอดพระเนตรละครหลวง แล้วเสด็จฯ กลับ
ส่วนวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีขึ้นปีใหม่ในรัชกาลที่ ๔ นั้นกำหนดเป็นพระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช ตลอดมาจนทุกวันนี้
ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทรศก ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๕๕๓ และต่อมาใน พุทธศักราช ๒๔๕๖๔ โปรดให้รวมพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เถลิงศกสงกรานต์ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เข้าด้วยกันเรียกว่าพระราชพิธีตรุษสงกรานต์เริ่มการพระราชพิธีตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ถึงวันที่ ๓ เมษายน
การพระราชพิธีในวันที่ ๒๘ มีนาคม เลี้ยงพระ อ่านประกาศสังเวยเทวดา สวดอาฎาภาณวารในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ ๒๙ มีนาคม เลี้ยงพระ อ่านประกาศสังเวยเทวดา สวดอาฎานาฏยสูตร ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค วันที่ ๓๐ มีนาคม พระราชทานพระมหาสังข์
วันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราช ดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธปฏิมากรที่พระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตรภายใน ท้องพระโรง
เวลา ๗ นาฬิกา เสด็จฯ ลงยังสนามหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยแล้วทรงบาตรพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยจัดเป็นสายๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ๕๐ รูป นอกนั้นสายละ ๒๕ รูป รวมพระสงฆ์ ๓๐๐ รูป เสร็จแล้วเสด็จฯ ขึ้น งานนี้แต่งเครื่องแบบปรกติขาว งานนี้มีสังข์ แตร ปี่พาทย์ ประโคม บรรเลงตั้งแต่เสด็จทรงจุดเทียนจนเสด็จขึ้น
วันนี้ เวลา ๙ นาฬิกา ๑๗ นาฬิกา สำนักพระราชวังจะได้จัดที่สำหรับลงพระนามและนามถวายพระพรไว้ที่พระบรมมหาราชวัง
ครั้ง พุทธศักราช ๒๕๐๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตรขึ้นปีใหม่ ในวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันที่ ๓๑ ธันวาคม๕ ซึ่งเป็นวันสิ้นปี
ต่อมา ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทรงบาตรขึ้นปีใหม่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นงานส่วนพระองค์ ณ พระราชฐานที่ประทับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)