วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข้อความทวิตเตอร์ WeLoveKing อันดับ1โลกครั้งแรก

ข้อความทวิตเตอร์ WeLoveKing อันดับ1โลกครั้งแรก

คนไทยออนไลน์แสดงให้โลกรับรู้ถึงพลังความรักในหลวง ดัน "WeLoveKing"ติดอันดับหนึ่งโลกในทวิตเตอร์ ขณะที่สื่อต่างชาติหลายสำนักต่างพากันรายงานข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกในหลวงคือพลังแห่งเสถียรภาพตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่อยู่ในราชบัลลังก์

สังคมคนไทยออนไลน์ทั่วโลกแสดงพลังความรัก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านทวิตเตอร์ โดยในเวลา 20.29 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2552 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ สามารถทำให้คำว่า #WeLoveKing ขึ้นอันดับหนึ่งในโลกทวิตเตอร์ที่มีการพิมพ์และค้นหามากที่สุดในโลกเป็น ครั้งแรก มากกว่าคำว่า "คริสต์มาส" หลายช่วงตัว

ทั้งนี้เมื่อเวลา 19.29 น. วันที่ 5 ธันวาคม ช่วงเวลาจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล คนไทยทั่วโลกที่ใช้ทวิตเตอร์นับแสนคนได้ร่วมใจกันถวายพระพรพร้อมกันด้วยคำ ว่า"#WeLoveKing"จนกระทั่งในเวลา 20.29 น. คำว่า #WeLoveKing ได้ขึ้นอันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ ปรากฏอยู่ใน Trending Topics ซึ่งเป็นหมวดที่คนเข้าไปค้นหาและให้ความสนใจมากที่สุด ผ่านสายตาคนทั่วโลกที่ใช้ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กรวมกันนับร้อยล้านคน

สำหรับ #WeLoveKing หมายถึง การที่มีคนสนใจที่จะเข้ามาถวายพระพรและแสดงความจงรักภักดี จะใช้ #WeLoveKing อยู่ในการส่งข้อความทวิต และในช่วงเวลานั้นมีผู้ใช้ทั่วโลกร่วมใจกันทวิตพร้อมๆ กันจำนวนนับแสนครั้ง ทั้งนี้ #nowplaying ซึ่งเป็นข้อความเกี่ยวกับเกมต่างๆ ซึ่งกลุ่มคนเล่นเกมทั่วโลกใช้สนทนาได้ตกเป็นอันดับสอง

ด้านสื่อต่างชาติต่างพากันรายงานข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม โดยได้หยิบยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายงานไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นที่มีพระราชกระแสรับสั่งว่า "ความสุข ความสวัสดี ของข้าพเจ้าเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญ"

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือพลังแห่งเสถียรภาพตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่อยู่ในราชบัลลังก์

ด้านสำนักข่าวเอพีก็รายงานข่าวในทำนองเดียวกัน แต่เสริมว่า พสกนิกรจำนวนมากมาที่โรงพยาบาลศิริราชกันตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม เพื่อรอโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันนี้ (5 ธ.ค.) โดยผู้คนมากมายสวมเสื้อสีชมพู ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมกันตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากที่มีการทำนายว่า สีชมพู เป็นสีที่ดีต่อพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บางคนแม้ว่าจะมีวัยกว่า 80 ปีแล้ว ก็ยังอุตส่าห์เดินทางมาจากภาคอีสานของไทย เพื่อร่วมถวายพระพรชัยมงคล และบางคนก็ปฏิบัติเช่นนี้ทุกปี นานถึงกว่า 40 ปีแล้ว

สำนักข่าวเอพีรายงานด้วยว่า ในโอกาสเช่นนี้เป็นโอกาสให้คนไทยได้ปัดเอาความเห็นที่ขัดแย้งในทางการ เมืองออกไป และกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ซึ่งการแสดงถึงความสามัคคีแบบนี้เริ่มหาได้ยากตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวดีพีเอรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเสาหลักสำคัญสำหรับเสถียรภาพทางการเมือง ระยะยาวของประเทศ และแม้พระองค์จะไม่มีอำนาจในการบริหาร แต่พระราชภารกิจด้านการพัฒนาที่ทรงปฏิบัติมาตลอด ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชน และได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็นผู้บุกเบิกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สหประชาชาติให้การยอมรับ ทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย ในยามที่การเมืองของไทยมีปัญหา สามารถนำความสงบกลับมาสู่ประเทศหลายต่อหลายครั้ง

ด้านสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาลเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นความหวังให้แก่คนไทยหลายล้านว่าพระองค์จะทรงหายจากพระอาการประชวร โดยเร็ว

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทรงรับสั่งขอบใจ ให้ทุกคนทำดี เพื่อชาติเจริญ

ทรงรับสั่งขอบใจ ให้ทุกคนทำดี เพื่อชาติเจริญ

Pic_51195


"ในหลวง" ทรงรับสั่งให้ทุกคนรู้หน้าที่ของตน ปฏิบัติให้เต็มกำลัง เพื่อให้ชาติเจริญ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น ทรงย้ำความสุขของพระองค์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองเจริญมั่นคง...

เมื่อ เวลา 10.58 น. วันที่ 5 ธ.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จฯ ออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2552 โดยมีองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา นำเหล่าข้าราชการเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบพระบรมวงศานุวงศ์ เหล่าข้าราชการที่เข้าถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. ใจความว่า

"ขอบพระทัย และขอบใจทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปราถนาดี มุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดี โดยประการต่างๆ ขอให้ส่งความสุข ความสวัสดี ของข้าพเจ้าได้เกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรา มีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญ ทั้งนั้น จะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้คิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ อยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วทำตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนในดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม อันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง ให้เป็นถิ่นที่อยู่ ที่ทำกินของเรา มีความเจริญมั่นคง ยั่งยืนไป ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนไตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ศุภเฉลิมมงคลให้สำเร็จผลขึ้นแก่กันทั่วหน้ากัน"

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C

ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C

แป้นพิมพ์, คอมพิวเตอร์



รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C

สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่ เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย

การเรียงลำดับ อักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่ เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำ ร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่ง เคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป

ทั้ง นี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว

ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วันสิ่งแวดล้อมไทย

วันสิ่งแวดล้อมไทย

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้าง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้การใช้ทรัพยากรมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติลดลง และทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม เกินความสามารถที่จะพัฒนาให้ฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังเกิดปัญหามลพิษจากชุมชนเมือง และย่านอุตสาหกรรม

ปัจจุบันสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงทรัพยากร ธรรมชาติที่เคยมีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว น่าใจหาย อาทิเช่น พื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีอยู่ราว 171 ล้านไร่ หรือ 53.3 % เมื่อปี 2540 ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 25 % สัตว์ป่า 562 ชนิดถูกคุกคาม จนใกล้สูญพันธุ์ ปริมาณน้ำต่อหัวของประชากร 3,877 ลบ.ม./คน/ปี และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทรัพยากรดินมีอยู่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรมากกว่าครึ่ง และอัตราการพังทลายของดินมีสูงถึง 108 ล้านไร่ ต่อปี ปัญหามลพิษ เช่นน้ำเสียพบว่า มีน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานถึงร้อยละ 37 ปัญหามลพิษทางอากาศ มีมากในเขตเมืองบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ปัญหาขยะมูลฝอยจากชุมชนทั้งประเทศมีมากถึง 37,879 ตันต่อวัน ทั้งยังพบปัญหาของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้ให้ความสนใจ และให้การสนับสนุน อย่าง จริงจัง ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะท่านก็คือหนึ่งพลังที่จะช่วยพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมไทยให้ยั่งยืนต่อ ไป



วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี

พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี

แหล่งเรียนรู้เพื่อสืบสานจิตวิญญาณแห่งเมืองนนท์ ตั้งอยู่ใกล้กับท่าน้ำนนท์ เดิมเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า ซึ่งเป็นเรื่อนไม้สักที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอาคารทรงคุณค่าทางด้านสถาปัตยกรรมและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยาว นานของจังหวัดนนทบุรี

ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็น “พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี” ซึ่ง เป็น แหล่งรวบรวม เก็บรักษาและจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาวนนทบุรี เพื่อการเรียนรู้ สืบทอดและอนุรักษ์ให้ยั่งยืนสืบต่อไป

ภายในอาคารจัดแสดงเรื่องราวที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ย้อนรอยอดีตเล่าเรื่องวันวานของจังหวัดนนทบุรี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงงานวิจิตรศิลป์ชั้นเยี่ยม ประติมากรรมดินเผา และชมภาพอดีตในยุคทองของการค้าเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ดซึ่งกลับคืน ชีวิตด้วยเทคนิคพิเศษ

แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 8 ห้อง ได้แก่

ห้องที่ 1 โถงต้อนรับ
รู้จักนนทบุรีวันนี้จากแผนที่ดาวเทียม และมองความเป็นไปของชีวิตประจำวันรอบศาลากลางจังหวัดหลังเก่าตั้งแต่เช้าถึง ค่ำจากวีดิทัศน์ รวมถึงคำขวัญ สัญลักษณ์ และต้นไม้ประจำจังหวัดนนทบุรี

ห้องที่ 2
ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า
มองภาพรวมของอาคารจากหุ่นจำลอง ก่อนศึกษาองค์ประกอบสถาปัตยกรรม แล้วแกะรอยความเปลี่ยนแปลงในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาจากภาพถ่ายเก่าหายาก

ห้องที่ 3 ภาพอดีตนนทบุรี เมืองสวนผลไม้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ย้อนอดีตผืนดินนนทบุรีนับแต่กำเนิดขึ้นจากแม่น้ำ จนกระทั่งกลายเป็นเมืองสวนผลไม้ลือชื่อ ชมฉากจำลองสวนผลไม้เมืองนนท์ในอดีต ดูวิธีการทำสวนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ห้องที่ 4 วิจิตรศิลป์ถิ่นนนท์ /เกียรติยศแห่งนนทบุรี
เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดนนทบุรี ภาพจิตรกรรมฝาผนังชิ้นเยี่ยม และงานวิจิตรศิลป์ชั้นยอดของนนทบุรี แล้วรู้จักกับบุคคลสำคัญชาวนนทบุรีที่มีผลงานดีเด่นระดับชาติ

ห้องที่ 5 เครื่องปั้นดินเผา สัญลักษณ์แห่งนนทบุรี
ชมประติมากรรมดินเผาขนาดใหญ่รูปตราประจำจังหวัดนนทบุรี สืบหาต้นกำเนิดและแกะรอยการเดินทางของ “ หม้อน้ำลายวิจิตร ” สัญลักษณ์ประจำจังหวัด ซึ่งมีที่มาจากแดนไกล

ห้องที่ 6 เครื่องปั้นดินเผาบ้านเกาะเกร็ด และบ้านบางตะนาวศรี
ชมความงามของหม้อน้ำลายวิจิตรแบบต่างๆ และศึกษารูปแบบอันหลากหลายของเครื่องปั้นดินเผานนทบุรีในอดีตจากแหล่งผลิต ใหญ่ 2 แห่ง ซึ่งเคยผลิตสินค้าส่งขายทั่วประเทศ

ห้อง 7 ภูมิปัญญาการผลิตเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดนนทบุรี
ชมหุ่นดินเผาแสดงขั้นตอนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาตามวิธีการดั้งเดิมของบ้าน เกาะเกร็ดที่ไม่มีให้เห็นแล้ว และติดตามพัฒนาการที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน

ห้อง 8 การค้าเครื่องปั้นดินเผานนทบุรีในอดีต
ชมภาพอดีตในยุคทองของการค้าเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ดซึ่งกลับคืนชีวิต ขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคพิเศษ และตามรอยวิถีการค้าของพ่อค้าเรือโอ่ง

การเดินทาง
ทางบก รถประจำทางสาย 32, 63, 97, 114, 175, 203, 543 และ 545
ทางน้ำ เรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าช้างสุดทางท่าน้ำนนท์

พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวันอังคารถึงวันศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.วันเสาร์-อาทิตย์และนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-18.00 น. หยุดให้บริการทุกวันจันทร์

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ คือ เนื้องอกที่เจริญเติบโตโดยไร้การควบคุม เนื้องอกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ที่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง และที่เป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ได้เป็นเนื้อร้าย

มะเร็งตับที่เกิดขึ้นในตับเอง หรือที่เรียกว่ามะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือมะเร็งเซลล์ตับ (Hepato-cellular Carcinoma) และมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangio Carcinoma)

สำหรับมะเร็งทุติยภูมิ คือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ลำไส้ ไม่ถือว่าเป็นมะเร็งตับ

ในประเทศไทยเรานั้น 95% เป็นมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma เรียกย่อว่า HCC) และพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่พบมากที่สุดในภาคกลาง

เนื่องจากตับของคนเรามีขนาดใหญ่ คือเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีกำลังสำรองมาก ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับในระยะแรกจึงมักไม่มีอาการอะไร เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปรกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะเร็งก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียง ไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปแล้ว เมื่อมะเร็งได้ลุกลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว

ภาพจาก www.sirweb.org

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จังหวัดตรัง


“จังหวัดตรัง”


เป็นจังหวัดที่ผมไม่ค่อยจะคุ้นเคยมากนัก อย่างมากก็เพียงแค่ขับรถผ่าน เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่น แวะทานข้าวกลางวัน ซดกาแฟโบราณแบบไทยแท้ และซื้อของฝาก “เค็กเมืองตรัง” ติดมือไปฝากบรรดาญาติๆเท่านั้นเอง หมูย่างที่ได้ยินว่าอร่อยนัก อร่อยหนา ก็ไม่เคยได้ลิ้มลอง พราะไปทีไรเห็นเก็บร้านปิดประตูกันหมดแล้วทุกที

จำได้ว่าเคยแวะผ่านเข้าไปในเมืองตรังอยู่ 2- 3 ครั้ง ก็ไม่เคยเห็นร้านหมูย่างเลยแม้แต่ ครั้งเดียว ขนาดขับรถไปตามทางที่คนแถวนั้นแนะนำ ก็เจอแต่ร้านที่ปิดประตูเงียบสนิท



เก็กซิมจริงๆ..... สงสัยจะดวงไม่ดีเลยไม่มีโอกาสกินหมูติดมัน (ดี จะได้ไม่อ้วน)

แต่มารู้ภายหลังว่า ถ้าจะทานหมูย่างเมืองตรังแล้วต้องมาตอนเช้าๆ เพราะคนที่นี่ เค้าจะทานกันเป็นอาหารเช้า ฟังแบบนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่ผ่านมา ในช่วงเวลาอื่นเป็นอันว่าหมดสิทธิ์แน่ๆ


เดือน เมษายน 2542 ผมมีโอกาสลาพักร้อนได้ยาวนาน เพื่อเดินทางมาเที่ยวภาคใต้กับครอบครัว หลังจากอัดอั้นมาจากยุค IMF ซะจนย่ำแย่ตามๆ กัน คราวนี้ได้วางแผนเที่ยวทะเลตรัง ตามที่ได้ยินคำร่ำลือจากปากของเพื่อนๆหลายคนที่เคยไปมาแล้ว บอกว่าสวยมาก โดยเฉพาะ “ถ้ำมรกต” อีก ทั้งได้เล่าถึงการผจญภัยเสี่ยงชีวิตว่ายน้ำเข้าถ้ำในยามน้ำขึ้นท่ามกลาง คลื่นและพายุฝนกันอย่างสนุกสนาน ทั้งๆที่ตัวเองเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกลับมา ยังยุให้ผมให้ไปถ่ายรูปในถ้ำนั้นมาให้ได้ บอกว่าในถ้ำมรกตสวยและแปลกกว่าที่อื่นๆ

ผมออกเดินทางโดยรถส่วนตัวในวันก่อนสงกรานต์ราว 4-5 วัน ตั้งใจจะหนีผู้คนในช่วงนั้น แวะเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในเส้นทางที่ผ่าน เริ่มจากประจวบ ชุมพร นั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามไปยังเกาะสมุย เที่ยวหมู่เกาะอ่างทอง แล้วกลับมาที่ท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฏร์ธานี จากนั้นตรงดิ่งมาจังหวัดตรังทันที

ขับรถยังไม่พ้นเขตจังหวัดตรังก็เจอฝนกระหน่ำ ซึ่งก่อนหน้านี้ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดตั้งแต่เรือเฟอร์รี่แล่นเทียบท่าแล้ว นี่มันอะไรกัน ฤดูไหนกันแน่

ตลอดเส้นทางจาก จ.สุราษฏร์ สู่จังหวัดตรัง ต้องผจญกับฝนและลมที่กระหน่ำรุนแรง ทั้งๆที่อยู่ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างทางพบอุบัติเหตุที่พึ่งเกิดขึ้นแบบสดๆร้อนๆอยู่หลายจุด ไม่พ้นแม้กระทั่งรถตรวจการณ์ของตำรวจ ถูกชนตรงสี่แยกหน้าป้อมตำรวจ สภาพบุบบิบบู้บี้ 4-5 คันรวด คงเป็นเพราะขับเร็วและถนนลื่น หรืออาจเป็นเพราะแค้นเคืองตำรวจแถวนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ งานนี้ทายได้แบบไม่ต้องเดาว่าตำรวจไม่ผิด (อีกตามเคย)

พ้นฝน มาได้ก็เจอถนนโคลนบนเส้นทางสายทุ่งสง เขตจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นถนนกำลังก่อสร้าง จึงต้องขับรถช้าบ้าง เร็วบ้าง ตามสภาพของถนน และมีทางเบี่ยงค่อนข้างถี่ ส่วนถนนที่วิ่งได้คล่องตัวหน่อยก็เป็นดินลูกรังบดอัดผสมกับฝนที่พึ่งหยุดตก ทำเอารถเก๋งสีสวยๆหลายคันทดูกันไม่จืด วันนั้นรถรารู้สึกจะมากกว่าปกติ แน่นเต็มถนนทั้งที่บริเวณนั้นอยู่ห่างไกลจากชุมชนไม่ใช่น้อย ได้เห็นพฤติกรรมคนขับรถต่างจังหวัดแย่งกันขับ แย่งกันแซงแล้ว ช่างไม่ต่างกับที่เห็นในเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย

เสียเวลานานทีเดียวกว่าจะมาถึงอำเภอห้วยยอด ดินแดนของเค็กเมืองตรังที่ขึ้นชื่อ ครั้งแรกตั้งใจจะขับรถมาแบบสบายๆ กะคร่าวๆคงถึงห้วยยอด ราว 4 โมงเย็น แต่ต้องมาเสียเวลากับสภาพถนนและฝนตกหนักไปเกือบชั่วโมง ครั้นพอเข้าเขตห้วยยอดก็เจอฝนตกหนักซ้ำเข้าไปอีก มองไปทางไหน เห็นเป็นสีขาวโพลนด้วยสายฝน ร้านรวงที่อยู่ติดถนนก็ปิดร้านหลบฝนกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งลมทั้งฝนถล่มกันหนัก สาดมาเป็นระลอกๆตลอดเส้นทาง จนต้องเร่งที่ปัดน้ำฝนไปถึงความเร็วสูงสุด บนถนนมีน้ำนองเป็นช่วงๆเลยถือโอกาสล้างรถทั้งคันไปในตัว

ขับรถไปอีกไม่นานก็เข้าเขตอำเภอเมืองจังหวัดตรังในช่วงเวลาใกล้ค่ำพอดี ที่นี่ไม่มีฝนแม้แต่หยดเดียว แต่สภาพท้องถนนดูแล้วเปียกโชก เข้าใจว่าฝนคงทิ้งช่วงไปไม่นานนัก

หลัง จากที่ติดต่อกับบริษัทตรังทราเวิล ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ของจังหวัดตรัง จัดการเรื่องเอกสาร (Voucher) เพื่อเป็นหลักฐานไปยังที่พัก และใช้ขึ้นเรือในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็เดินทางต่อ ทุกอย่างดูค่อนข้างสะดวกเพราะติดต่อจองมาจากกรุงเทพแล้ว ระหว่างทางก็ได้ติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือกันมาตลอด



คืนนี้ผมต้องนอนที่ “ปากเมง รีสอร์ต” ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดตรังออกไปราวสี่สิบกว่ากิโล รีสอร์ตอยู่ติดทะเลและอยู่ใกล้กับท่าเรือปากเมง สะดวกที่จะลงเรือท่องทะเลตรังตามโปรแกรมของบริษัทฯ ที่จะพาลูกทัวร์จากในเมืองมาลงเรือที่ท่าปากเมงนี้ในตอนเช้า เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องทะเลตรัง

ผมตั้งใจให้มาถึงชายหาดก่อนมืด ได้เห็นทะเล และเดินเล่นชายหาดตามโปรแกรมที่วางไว้ แต่วันนี้คงเป็นไปไม่ได้ กว่าจะมาถึงที่พักคงมืดพอดี

ขับ รถออกจากตัวจังหวัดไปยังหาดปากเมงตามที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทบอกทางไว้ ดูนาฬิกาในรถแล้วเป็นเวลาหกโมงเย็นเศษๆ ตามถนนและร้านค้าเริ่มเปิดไฟกันบ้างแล้ว ไม่นานก็ออกพ้นจากตัวเมือง ไปตามถนนสายที่พึ่งซ่อมสร้างเสร็จหมาดๆ ยังไม่มีเส้นแบ่งถนนและสัญญาณไฟทางตามจุดทางแยก จึงต้องขับรถด้วยระมัดระวังโดยเฉพาะคนเดินข้ามถนนไปมาในเขตชุมชน ช่วงโพล้เพล้แบบนี้อันตรายนักเชียว อุบัติเหตุหลายราย เจอในช่วงเวลานี้กันบ่อย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่รถต้องใช้ความเร็ว ลักษณะกึ่งมืดกึ่งสว่างแบบนี้นักขับรถรุ่นก่อนๆเตือนกันมานักต่อนักแล้วว่า ให้ระวัง มันเป็นช่วงที่เห็นวัตถุข้างหน้าไม่ค่อยชัดเจน บางครั้งเหมือนภาพลวงตา การเปิดไฟหรี่จึงจำเป็นมากในการขับรถนอกเมือง

พ้นจากเขตชุมชนไปไม่นานนักก็เข้าเขตป่าสวนยางพาราที่สูงใหญ่ และขึ้นหนาทึบทั้งสองข้างทาง

สภาพ อากาศเริ่มมืดจนต้องเปิดไฟใหญ่ ยิ่งสองข้างทางมีแต่สวนยางหนาแน่น ทำให้บรรยากาศทั่วไปดูจะมืดเร็วกว่าปกติ รถราที่วิ่งสวนไปมาเริ่มเบาบาง จนบางครั้งเหมือนกับว่ากำลังขับรถอยู่คนเดียวบนถนนสายนี้ สองข้างทางในย่านนี้แทบไม่มีบ้านคนให้เห็น มองไปทางไหนก็มีแต่สวนยางเป็นเงาทะมึนดำตลอดทาง ดูวังเวงพิกลๆ จนคนที่นั่งมาในรถนั่งเงียบไม่มีใครพูดจา และไม่มีใครหลับใครนอนกันอีกเลยเหมือนกับจะบอกว่า อยากให้พ้นๆแถวนี้และถึงที่พักกันซะที

จนกระทั่งขับมาถึงสามแยกใหญ่แห่งหนึ่งในท่ามกลางความมืดมิด ไร้บ้านคน มีแต่ป่าและสวนยางเต็มไปหมด
ข้างหน้ามีทางแยกตรงไปและแยกเบี่ยงไปทางซ้าย แต่ไม่มีป้ายบอกทาง ....?

“เอาละซิ ชักยุ่งละ แล้วจะไปทางไหนกันละ “ มืดแบบนี้มองไปทางไหนก็ไม่มีบ้านคนให้ถามไถ่ ผมลังเลใจจนต้องชะลอรถเพื่อตัดสินใจ ทั้งที่รู้ว่าการหยุดรถยามค่ำมืดในถิ่นที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ ควรกระทำ

บริเวณนี้เป็นลานกว้างจากการขยายถนน ยังไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีป้ายบอกหมายเลขทางหลวง ตรงไปก็ข้างหน้าก็เป็นถนนใหญ่
แยกออกไปทางซ้ายมือก็ถนนสายใหญ่เช่นกัน

“ทำไงดี” ผมนึกในใจ และตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกเส้นทางไหนดี เสียงบ่น เสียงตำหนิ รวมทั้งเสียงด่า พึมพำดังมาจากข้างหลังรถทำนองว่า ถนนสายหลักเพื่อไปแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ แต่ทำไมทางจังหวัด จึงไม่ใส่ใจ แล้วแบบนี้คนต่างถิ่นจะรู้ได้อย่างไรกัน

งี่เง่า...ผมสบถเบาๆด้วยความโมโห

ลังเลใจอยู่สักพัก จึงตัดสินใจขับตรงไปข้างหน้า เพราะคิดว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว เส้นทางที่ตรงไปมักเป็นส้นทางสายหลัก ส่วนถนนที่แยกออกไปมักเป็นถนนสายรอง

ครั้น ขับรถตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร ก็ถึงทางโค้งบนเนิน มองเห็นแสงไฟอยู่ข้างหน้าทางฝั่งขวามือ นึกภาวนาขอให้เจอผู้คนหน่อยเถอะ จะได้ถามให้แน่ใจ จริงตามที่คิด มีชาวบ้าน 3- 4 คนนั่งคุยกันที่เพิงริมถนนซึ่งเป็นร้านเล็กๆมีไฟเปิดริบหรี่ๆอยู่ดวงเดียว จึงตัดสินใจขับรถ ตัดถนนข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อสอบถามเส้นทาง

”ทางข้างหน้านี้ไปปากเมงรึเปล่าครับ” ผมเปิดกระจกรถถาม

“ ปากเมงต้องเลี้ยวขวาข้างหน้าตรงทางแยกโน้นครับ.....”
ชายวัยกลางคนตอบผมด้วยสำเนียงทางใต้พลางชี้มือไปตามทางที่ผมพึ่งผ่านมา เมื่อตะกี้ ตรงสามแยกเจ้าปัญหานั่นเอง

“ แต่ถ้าตรงไปข้างหน้าตามเส้นนี้ก็ไปได้ จะมีป้ายบอกทางไปหาดปากเมง” ชายที่นั่งอยู่ด้วยกันพูดเสริม

“ แล้วไปทางไหนใกล้ที่สุดละครับ”

“ เลี้ยวขวาตรงทางแยกตอนขามาเมื่อตะกี้จะใกล้กว่า “

“ ขอบคุณครับ” ผมเลื่อนกระจกรถขึ้นแล้วขับรถย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม

นึก ในใจว่า มันไม่สนุกนักกับการที่ต้องมานั่งคลำผิดคลำถูกกับเส้นทางในยามค่ำคืนเช่นนี้ และจุดเล็กๆตรงนี้ก็ไม่มีในแผนที่เสียด้วย ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาสร้างทาง หรือเขตการทางของจังหวัด อาจไม่ใส่ใจนักกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นความเคยชิน เข้าใจว่าคนท้องถิ่นหรือคนเมือง ตรังรู้กันอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดในทางตรงข้ามว่าเส้นทางท่องเที่ยวสายนี้จะมีผู้คนต่างถิ่นต้อง เดินทางมากันไม่น้อย ถ้ามีป้ายเขียนไว้เป็นการชั่วคราว ทุกอย่างก็คงจบ โดยไม่ต้องให้ใครมาสั่งสอน

ใน ที่สุดก็มาถึงหาดปากเมงราวๆเกือบทุ่ม แต่สภาพที่เห็นกับที่คิดไว้ในใจ มันแตกต่างจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ที่นี่เป็นชุมชนเล็กๆ มีร้านค้าเพียงไม่กี่ร้าน ร้านอาหารแถวๆชายหาดมีไม่มากนัก ที่สำคัญไม่ค่อยเห็นผู้คนเลย “หาดปากเมง ที่เคยได้ยินชื่อมานานนั้นมีสภาพเงียบๆแบบนี้หรือ “ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ผมจอดรถเพราะไม่แน่ใจว่า “ปากเมงรีสอร์ต” จะห่างจากนี้ ไปไกลแค่ไหน เจ้าหน้าที่บริษัททัวร์ก็บอกตอนขามาว่าอยู่ใกล้ๆแถวนี้ แต่แถวนี้จะไปซ้ายหรือไปขวาละ เพราะข้างหน้านั้นเป็นทางแยกตัดกับถนนที่วิ่งเลียบชายหาด จึงคิดว่าสอบถามคนแถวนี้น่าจะดีที่สุด

“ตรงไปข้างหน้าอีกประมาณ 2 กม. ก็จะถึงแล้วครับ “ ชายคนหนึ่งที่ผ่านมาเป็นคนให้คำตอบ ผมมองไปข้างหน้าตามมือที่เค้าชี้ไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักเพราะทางข้างหน้า นั้นดูมึดสนิท ท่าทางไม่น่าจะมีรีสอร์ตหรือมีบ้านคนแม้แต่หลังเดียว ผมขับรถตรงไปตามที่บอกอย่างช้าๆขณะเดียวกันก็หมายตาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็น ไว้ด้วย เพราะเห็นมีป้ายซีฟู้ดกันหลายร้าน ซึ่งแต่ละร้านก็ดูเงียบๆไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก

หาดปากเมง เป็นเพียงหาดเล็กๆ ตั้งอยู่ในชุมชนที่ยังไม่เจริญนักเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มี ชื่อของจังหวัดอื่น ทีนี่ดูคล้ายกับจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้คนในจังหวัดตรังเท่านั้น ไม่มีโรงแรมที่พักใหญ่โตตามที่เข้าใจ พอค่ำมาทุกอย่างจึงดูเงียบเหงา จะมีนักท่องเที่ยวบ้างก็เพียงประปราย ยิ่งช่วงหัวค่ำวันนี้มีฝนตกหนักด้วย จึงเห็นผู้คนค่อนข้างบางตา

ราวกิโลกว่าๆก็ถึงรีสอร์ตที่พัก มีป้ายบอกตัวเบ่อเร่อ “ปากเมงรีสอร์ต” เลี้ยวเข้าไปจอดข้างสำนักงานซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง มองเข้าไปเห็นมีโต๊ะเก้าอี้วางเป็นชุดๆคงเป็นร้านอาหารไปในตัวด้วย พึ่งทุ่มกว่าๆที่มาถึง แต่มองไม่เห็นใครเลย เค้าท์เตอร์รับแขก และตามโต๊ะอาหารก็ไร้ผู้คน ดูเงียบๆแปลกๆ รอบอาคารสำนักงานมีต้นไม้ใหญ่ปลูกไว้จนดูมืดครึ้ม ตามใบไม้ดูชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนที่ตกตอนหัวค่ำ ด้านข้างและด้านหลังสำนักงาน มีบังกะโลหลังใหญ่หลังเล็กพอจะมองเห็นลางๆอยู่หลายหลัง บริเวณลานจอดรถข้างสำนักงานมีรถจอดตะคุ่มๆ อยู่ 2–3 คัน

ผู้ ร่วมเดินทางมากับผมยังนั่งอยู่ในรถ ไม่มีใครยอมลง บอกให้ผมติดต่อให้แน่นอนเรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งคงคิดว่ามีความไม่แน่ใจบางอย่างอยู่บ้าง เพราะสภาพที่เห็น ผิดแผกแตกต่างจากที่เคยไปเที่ยวในที่อื่นๆ จึงทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก

“ พึ่งมาถึงหรือคะ ”
ผมหันไปตามเสียงทักของหญิงวัยราวๆเกือบหกสิบ ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นเจ้าของที่นี่ ในขณะที่ผมยืนเก้ๆกังๆอยู่ที่ระเบียงสำนักงาน

“ครับพึ่งมาถึง รถเสียเวลามากเพราะเจอฝนมาตลอด ถนนก็กำลังสร้าง……. ” ผมตอบ พร้อมกับแจ้งว่าได้จองไว้ผ่านทางบริษัททัวร์แล้ว

“ ก่อนที่คุณจะมาถึง ทางบริษัท (ตรังทราเวิล) ได้โทรมาบอกแล้วว่า คุณกำลังเดินทางมา เดี๋ยวจะให้คนพาไปที่ห้องพักเลยนะคะ”

“เสร็จแล้วก็มาทานอาหารเย็นได้ที่นี่ ซึ่งมีทุกอย่าง.....” เจ้าของสงสัยกลัวว่าเราจะกังวลเรื่องอาหารเย็นเลยบอกไว้ก่อนให้อุ่นใจ

ผม ขับรถไปตามทางแคบๆของรีสอร์ต ตามเจ้าหน้าที่ซึ่งถือไฟฉายส่องทางนำหน้าไป ห้องพักที่จองไว้เป็นลักษณะเรือนแถวกึ่งตึกกึ่งไม้ แบ่งเป็นห้องๆ ได้ประมาณ 4-5 ห้อง แต่มีไฟเปิดอยู่ห้องหนึ่ง ผมได้ห้องตรงกลางติดกับห้องที่เปิดไฟสว่าง ภายในห้องดูกว้างขวางสภาพทั่วๆไปถือว่าใช้ได้เมื่อเทียบกับราคาที่ไม่แพงนัก
หลังจากที่จัดการเรื่องสัมภาระเสร็จก็ตกลงว่า ไปทานอาหารกันก่อนแล้วค่อยมาอาบน้ำอาบท่ากันภายหลัง

ที่ ร้านอาหาร มีลูกค้าเพียงโต๊ะเดียวในเวลานั้น ก็คือคณะของผมนี่เอง ทานข้าวไปก็ได้คุยกับเจ้าของรีสอร์ตนั้นไปด้วย เจ้าของเล่าให้ฟังว่า"ปากเมงรีสอร์ต" เป็นรีสอร์ตแห่งแรกของหาดนี้ ใกล้ๆกันนี้มีอีก 3-4 แห่งไปทางหาดเจ้าไหม แต่ที่นี่จะใหญ่กว่า ร้านอาหารนี้จะมีบรรดา ส.ส. และนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์มาทานเป็นประจำ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย (ชาวจังหวัดตรัง) เคยมาหลายครั้ง มีแกงส้มเป็นอาหารโปรด ที่ปรุงด้วยยอดอ่อนของไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ ข้างๆร้านนี้เอง ดูแล้วคล้ายยอดมะม่วงที่กำลังแตกใบอ่อนเต็มต้น

คืน นั้นผมนอนฟังเสียง กบ เขียด อึ่งอ่างรวมทั้งจิ้งหรีด ประสานเสียงกันระงมไปหมด ทำให้รู้สึกว่าได้สัมผัสกับธรรมชาติ จากที่ไม่ค่อยได้พบสภาพเช่นนี้มานานทีเดียว ช่วงกลางดึกก็ได้ยินเสียงรถและเสียงผู้คนมาเข้าพักกันหลายชุด ทยอยเข้ามาเป็นระยะๆตามที่เจ้าของรีสอร์ตได้บอกไว้ว่า ลูกค้าที่นี่มาจากที่ไกลๆ ถึงที่พักก็เป็นเวลาดึกดื่น

มา รู้สึกตัวอีกทีในตอนเช้า เมื่อได้ยินเสียงเรือหางยาววิ่งผ่านด้านหลังรีสอร์ตอยู่หลายครั้ง นึกในใจว่าแถวนี้น่าจะมีแม่น้ำลำคลองอยู่ใกล้ๆ ผมตื่นมาราวๆหกโมงเช้าออกมานั่งเก้าอี้สูดอากาศอันสดชื่นที่ระเบียงหน้าห้อง มองดูสวนดอกไม้เล็กๆที่ไม่ได้ตกแต่งให้ดูสวยหรูนัก แต่ก็ได้บรรยากาศดี มีดอกชบาสีขาวกำลังออกดอกบานสะพรั่งตรงหน้าห้องที่พักพอดี ผมปล่อยให้ครอบครัวนอนหลับให้เต็มที่โดยยังไม่ปลุกผู้ใด เหลียวมองไปทางระเบียงห้องข้างๆ เห็นมีผ้าเช็ดตัวแขวนตากอยู่จึงรู้ว่าห้องว่างๆที่ปิดไฟมืดเมื่อคืนนี้ ตอนนี้มีคนมาพักเกือบหมดแล้ว

ผมนั่งซดกาแฟร้อนซึ่งเป็นกาแฟคั่วบดที่เตรียมมาเอง ปล่อยอารมณ์ในยามเช้าท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติอันสดชื่น มันทำให้กาแฟแก้วนั้นดูมีรสชาติไม่น้อย นี่แหละความสุขจากการท่องเที่ยวกับกาแฟที่โปรดปราน ดังนั้นทุกครั้งที่เดินทาง กาแฟบดพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ชง จึงต้องเตรียมไปด้วยทุกเมื่อ

“ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมกาแฟกับกล้องถ่ายภาพ”

รีสอร์ตแห่งนี้ปลูกต้นไม้ไว้ค่อนข้างจะมาก ส่วนใหญ่เป็นไม้ประดับพื้นเมืองของทางใต้เห็นกันอยู่ทั่วไป มองไปทางไหนก็ดูสดชื่นไปหมด ความรู้สึกในเช้านี้แตกต่างกับเมื่อคืนนี้ที่ดูวังเวงอย่างสิ้นเชิง ผมเดินไปตามทางเดินเล็กๆผ่านห้องพักหลังเดี่ยวหลายหลังซึ่งอยู่โซนอื่น เห็นมี บางคนออกมาเดินชมวิวบริเวณหน้าห้องพักกันบ้างแล้วที่ลานจอดรถ มีรถราว 20 คัน มองป้ายทะเบียนแล้วเป็นรถมาจากกรุงเทพทั้งนั้น

เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจตอนเช้ากันแล้ว ราว 7 โมงเศษๆก็ขับรถออกไปชมวิวทิวทัศน์กันข้างนอกตามเส้นทางไปหาดเจ้าไหม พบแหม่มสาว ชาวตะวันตกหน้าตาดี กำลังถ่ายภาพชายหาดหน้าที่รีสอร์ตอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข เลยเปิดกระจกรถทักทาย say hello โบกมือตาม ธรรมเนียม แหม่มสาวก็ส่งยิ้มโบกมือทักทายเช่นกัน เธอมีผิวขาวไม่หยาบกร้าน ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวสยายปรกบ่าและใส่เสื้อออกสีชมพู

โอ้...เป็นความทรงจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้

นี่ถ้าขับรถมาคนเดียวโดยไม่มีผู้บัญชาการมาด้วย สงสัยจะจอดรถถ่ายภาพกับแหม่มสาวคนนั้นแล้วก็เป็นได้ บรรยากาศแบบนี้รับรองได้ภาพดีๆ มาประดับอัลบั้ม.... เพียบ

ถนนสายปากเมง - หาดเจ้าไหมมีต้นสนขึ้นตามธรรมชาติอย่างหนาแน่น บางช่วงเป็นสนต้นใหญ่อายุหลายสิบปี บางช่วงเป็นต้นเล็กๆที่ขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ตลอดเส้นทางที่ยาวไกลหลายกิโลเมตร สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนชนิดที่แทบไม่เห็นช่องว่างเลย ยิ่งถ้าออกไปยืนตามชายหาด แล้วจะเห็นทิวสนขึ้นเป็นแถวเป็นแนวไปอีกไกลหลายสิบกิโลจนสุดลูกหูลูกตา คล้ายกับว่าที่นี่เป็นป่าสนธรรมชาติอย่างแท้จริง

ห่างจากหาดปากเมงไปราว 5 กิโล จะเป็นชุมชนเล็กๆอาศัยอยู่ตามริมคลอง ประกอบอาชีพด้วยการดักจับปูม้า โดยใช้อวนตาข่ายสูงราว 1 เมตร ขึงขวางลำคลองเป็นช่วงๆ ขึงดักไว้ตอนเย็นๆ เช้ามาก็ไปกู้อวน ปูที่ว่ายไปตามกระแสน้ำขึ้น-น้ำลง จะเกาะติดตาอวนข่ายว่ายไปไหนไม่ได้ดักไว้ทั้งคืนมีปูติดอวนมาไม่น้อยเลยทีเดียว

บริเวณแถวหาดปากเมงไปจนถึงลำคลองแถวๆนี้ เป็นแหล่งอาศัยของปูม้าเป็นจำนวนมาก และในเช้าวันนั้นได้พบเห็นสิ่งที่น่าแปลกประหลาดริมหาดปากเมงตรงสันเขื่อน ใกล้ที่พัก จนอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ก็คือว่า พบกองทัพลูกปูตัวเล็กๆสีออกขาวขุ่นนับหมื่นๆตัว เดินเป็นแถวเป็นแนว ลักษณะเดียวกับฝูงมดผ่านตามไปซอกหิน เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นฝูงปูที่มากมายเช่นนี้มาก่อน

ใกล้กันนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งเรียกว่า “บ้านฉาง” เป็นหมู่บ้านอยู่ติดทะเล ชาวบ้านบอกว่าพื้นเพแท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่นี่ แต่เป็นคนใต้ที่มาจาก จังหวัดอื่นและนับถือศาสนาอิสลาม มาตั้งรกรากทำอาชีพประมง หาปลาจากทะเลตรังที่ไม่ไกลนัก บ้างก็หาปูตามลำน้ำแถวนั้น ได้มาก็จะเอามาขาย ที่หมู่บ้าน ตอนเช้าๆจะมีพ่อค้ามาตระเวณรับซื้อ

ผมแวะเข้าไปถ่ายภาพและพูดคุยสอบถามชาวบ้านแถวนี้ไม่นานนักก็ได้เวลาที่ต้องไปยังท่าเรือปากเมง ซึ่งอยู่ห่างบ้านฉางไปอีกประมาณ 6 - 7 กม. ตามเวลาที่นัดหมายไว้

ท่า เรือปากเมงเป็นท่าเรือขนาดเล็กเพื่อการท่องเที่ยวทะเลตรังโดยเฉพาะ แตกต่างจากท่าเทียบเรือในจังหวัดอื่นที่มักจะใช้ท่าเทียบเรือประมงเป็นท่า เรือเพื่อการท่องเที่ยวไปในตัว จึงทำให้มีกิจกรรมต่างๆบริเวณท่าเรือเกิดขึ้นมากมาย ท่าเรือบางแห่งที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ดีพอ ก็จะทำให้เกิดความสกปรกและกลิ่นเน่าเสียตามมา แต่ท่าเรือปากเมงแห่งนี้แตกต่างจากท่าเรือที่กล่าวมาแล้วโดยสิ้นเชิง ภูมิทัศน์ที่นี่จึงดูเรียบร้อย สวยงามปราศจากกลิ่นเน่าเสียของซากสัตว์ทะเลต่างๆ